33. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว
Pkh_t.jpg
33. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว

ประวัติความเป็นมา:
สถานที่ตั้ง พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลทุ่งลุยลาย ตำบลห้วยยาง อำเภอคอนสาร ตำบลโนนทอง ตำบลบ้านบัว ตำบลหนองข่า ตำบลกุดเลาะ ตำบลบ้านยาง ตำบลบ้านเดื่อ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ และตำบลหนองบัวแดง ตำบลนางแดด ตำบลหนองแวง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ มีเนื้อที่ 975,000 ไร่ หรือ 1,500 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่เชื่อมต่อเป็นผืนป่าผืนเดียวกับป่าอนุรักษ์แห่งอื่น รวมเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 2,800,000 ไร่ ตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 16 องศา 5 ลิปดา ถึง 16 องศา 35 ลิปดาเหนือ และเส้นแวงที่ 101 องศา 20 ลิปดา ถึง 101 องศา 55 ลิปดาตะวันออก อาณาเขตติดต่อ ทิศเหนือ ติดแนวเขตด้านใต้ของพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนจุฬาภรณ์ (เขื่อนน้ำพรม) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แนวเขตอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ทิศใต้ จดเนินเขาด้านนอก อันมีเขากระแต เขาลาดกวาง เขาล้อมกวาง เขาช่องลม เขาแหลมคา เขาลาดหิน และเขายอดชี และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตะเบาะ-ห้วยใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ ทิศตะวันออก จดภูเขาดิน บริเวณห้วยน้ำพรม กุดีด่านนอก และป่าสงวนแห่งชาติโคกใหญ่ ทิศตะวันตก จดแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตะเบาะ-ห้วยใหญ่ และอุทยานแห่งชาติตาดหมอก จังหวัดเพชรบูรณ์

ประกาศในราชกิจจานุเบกษา:8/3/2522[96/32]
  • ข้อมูลด้านกายภาพ:
 
พื้นที่: 975000  ไร่
ภูมิประเทศ: พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว มีลักษณะภูมิประเทศอันประกอบด้วย ภูเขาล้อมรอบพื้นที่ราบสูงตอนกลาง พื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 235 - 1,310 เมตร เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาเพชรบูรณ์ ทางตอนเหนือของพื้นที่วงรอบด้วยเทือกเขาภูเขียวน้อยและต่อด้วยเทือกเขาภูเขียวใหญ่ ทอดเป็นแนวยาวทางด้านทิศตะวันออก และวกลงใต้กลับขึ้นไปจดกับภูเขียวน้อยทางทิศตะวันตก ทำให้ลักษณะพื้นที่คล้ายรูปเกือกม้า บริเวณสันเขาจะเป็นหน้าผาสูงชันตลอดทั้งแนว ทิศตะวันตกและทิศใต้เป็นภูเขาสูงชันเรียงรายสลับซับซ้อน บางส่วนเป็นเทือกเขาหินปูน ซึ่งประกอบด้วยถ้ำขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามหลายแห่ง มียอดเขาที่สูงที่สุดได้แก่ ยอดเขาโป่งทองหลาง (1,310 เมตร)
ภูมิอากาศ: ลักษณะของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว อยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมแต่เนื่องจากอยู่ห่างชายฝั่งทะเลค่อนข้างมาก จึงทำให้ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบกึ่งเขตร้อน คือ มี 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน เริ่มจากกลางเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนพฤษภาคม มีอุณหภูมิสูงในตอนกลางวัน ปริมาณน้ำฝนต่ำ มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 26.9 องศาเซลเซียส ฤดูฝน ครอบคลุมตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม กินเวลาประมาณ 6 เดือน และในเดือนกันยายนจะมีปริมาณน้ำฝนมากที่สุด ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปี 1,411 มิลลิเมตร มีความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ย 87.71 % ฤดูหนาว เริ่มจากเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงต้นเดือนมีนาคม รวมเวลาประมาณ 4 เดือน ในช่วงนี้อุณหภูมิค่อนข้างหนาวเย็น และมีปริมาณน้ำฝนน้อยมาก ( ไม่เกิน 20 มิลลิเมตร / เดือน ) มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด 17.9 องศาเซลเซียส (อุณหภูมิต่ำสุดในรอบ 10 ปี วัดได้ ?40?C)
ธรณีวิทยา: ลักษณะทางธรณีวิทยา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ในหลายพื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้ ประกอบไปด้วยเขาหินและหินโผล่ให้เห็นโดยทั่วไป จากแผนที่ธรณีวิทยาของประเทศไทย ซึ่งจัดทำโดย J.C. Javanaphet ( 1969 ) พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวประกอบด้วย หินที่สำคัญ 2 กลุ่ม คือ หินกลุ่มโคราชในยุคจูแรสซิก เป็นหินภูพานและพระวิหารฟอร์เมชั่น เป็นชุดหินทรายที่ทนทานโดยมีซิลท์แทรก นอกจากนี้ยังมีหินซิลท์ที่เป็น ชั้นหน้า หินกรวดมน และหินทรายปนกรวด มีทั้งที่ทนทานและไม่ทนทานต่อการสลายตัว ลักษณะของหินทรายนี้มีสีเทาปนเหลืองอ่อนหรือเทาปนชมพู และหินกรวดที่มีสีเทาแดงจนถึงเทาม่วงและบางตอนเป็นสีขาวอาจพบ หินเซลล์ที่มีไมก้าผสมอยู่ ทางทิศตะวันตกเป็นหินในกลุ่มหินราชบุรีปรากฏอยู่บ้าง ลักษณะของหินกลุ่มนี้เป็นกลุ่มหินที่จัดอยู่ในยุคคาร์โบนิเฟอร์สตอนบนถึงเพอร์เมียน ส่วนใหญ่เป็นหินปูนผลึกสีเทาอ่อน หินมีการโค้งงอและเกิดผลึกใหม่ หินชั้นล่างเป็นหินเซลล์ หินทรายและหินกรวด กลุ่มภูกระดึง ประกอบด้วยหินกรวดมนมีตะกอนของหินปูน ไรโอไลท์ และเชิร์ท เป็นชั้นด้านล่าง หรือมีหินดินดานปนทรายสีเทาเข้ม หินทรายด่าง ลักษณะทางปฐพีวิทยา ดินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว เกิดขึ้นจากหินต้นกำเนิดในพื้นที่โดยเฉพาะหินโคลน หินทราย หินดินดาน หินปูน และหินซิลท์ ที่มีการแตกสลายและการตกตะกอนทับถมกันทำให้เกิดพื้นที่ราบของดินตะกอนทางตอนใต้ ดินบนลาดเขาสูงชัน และดินผสมหินบนยอดเขาต่างๆ โดยรอบและทางตอนเหนือของพื้นที่บางตอน ประกอบด้วยผาหินที่มีดินอยู่ตามซอกผา พอที่จะทำให้ต้นไม้ขึ้นปกคลุมทำให้มีความเขียวขจีได้ ดินหน่วยต่างๆ ที่พบในพื้นที่มีดังนี้ ดินลี้ พบบนลาดเนินทางตอนเหนือของพื้นที่และบริเวณที่ลาดชัน เป็นดินค่อนข้างตื้นถึงลึกปานกลาง ระบายน้ำได้ดี มีความลาดชันตั้งแต่ 6-40 % ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยป่าดงดิบแล้งหรือป่าดงดิบเขา และป่าสนผสมเต็งรัง ดินมวกเหล็ก เป็นดินที่อยู่บนลาดเขาเช่นกัน เป็นดินค่อนข้างตื้นถึงลึกปานกลาง ระบายน้ำได้ดีมีความลาดชันตั้งแต่ 5 - 25 % ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วนป่าผสมผลัดใบ ป่าเต็งรัง และป่าดงดิบแล้ง ดินท่ายางและดินลาดหญ้า อยู่ในพื้นที่ที่มีความลาดชันมากๆเป็นดินตื้นระบายน้ำได้ดี ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยป่าดงดิบแล้งและป่าผสมผลัดใบ ในบางตอนพบว่ามีหินโผล่กระจัดกระจาย ดินหางดง พบในที่ราบทางตอนใต้ของพื้นที่ เป็นดินค่อนข้างลึก ระบายน้ำไม่ดี เป็นกรดอ่อน ๆ ดินท่าพน เป็นตะกอนดินตามริมห้วย ค่อนข้างลึก ระบายน้ำไม่ดีค่อนข้างเป็นด่าง ส่วนดินชั้นล่างจะเป็นกรดอ่อนๆ ดินท่าม่วง เป็นดินตะกอนที่มีอายุน้อยชั้นดินค่อนข้างลึกระบายน้ำไม่ดี พบบริเวณที่ราบในหุบห้วย นอกจากนี้ยังมีดินชนิดอื่นๆ ปรากฏอยู่อีกหลายแบบแต่ยังมิได้มีการศึกษาจำแนกกันอย่างละเอียด ลักษณะของดินโดยทั่วๆ ไปค่อนข้างสมบูรณ์ถ้าหากมีป่าปกคลุมอยู่ สภาพของธาตุอาหารพืชอุดมสมบูรณ์พอควร แต่จะสูญเสียความสมบูรณ์ไปอย่างรวดเร็วถ้าหากมีการทำลายป่าลง

 
แหลหินตั้ง ที่ภูคิ้ง
แหลหินตั้ง ที่ภูคิ้ง

 
  • ข้อมูลด้านชีวภาพ
 
ทรัพยากรป่าไม้: ในพื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว มีสังคมพืชหลายชนิด โดยในพื้นที่ที่เป็นเขาสูงของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยป่าดงดิบเขาระดับต่ำ มีสังคมผาหินกระจายอยู่ตามหน้าผาที่สูงชัน ป่าดิบเขายังพบได้ในหุบเขาในระดับสูงที่เป็นดินตะกอนค่อนข้างลึกด้วย บนยอดเขาที่มีดินค่อนข้างตื้นและมีหินโผล่มาก มักปกคลุมด้วยทุ่งหญ้าและป่าทุ่ง บริเวณที่ราบสันเขาทางด้านตะวันออก และทางตอนใต้ที่มีระดับความสูง 800 เมตร ขึ้นไป และดินค่อนข้างลึก ส่วนใหญ่ ปกคลุมด้วยป่าดงดิบเขาระดับต่ำ และบางตอนอาจสลับด้วยป่าไผ่ผสมอยู่เป็นหย่อมๆ ในส่วนของพื้นที่ที่มีดินตื้นและมีชั้นลูกรังอยู่ใต้ชั้นดินทรายหรือดินร่วนที่ไม่ลึกมาก และบริเวณลาดเขาที่ระดับต่ำๆ สังคมพืชจะเปลี่ยนเป็นป่าเต็งรัง บางตอนมีลักษณะที่แคระแกรน แต่บางตอนก็ค่อนข้างสมบูรณ์มีเรือนยอดชั้นบนสูงไม่เกิน 15 เมตร โดยประมาณ ในพื้นที่ที่เป็นดินลูกรังหรือดินทรายจัดแต่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง สังคมพืชที่พบคือ ป่าสนสังคมย่อยสนผสมก่อผสมยางเหียง และสังคมย่อยสนสามใบซึ่งพบบริเวณตอนกลาง และตอนเหนือของพื้นที่ ส่วนสังคมป่าดิบแล้งพบบริเวณหุบห้วยที่ไม่ค่อยชันมากนัก บริเวณตอนเหนือและตอนใต้ของพื้นที่ใกล้หุบห้วยขนาดใหญ่ เนื่องจากบางส่วนมีลักษณะเป็นที่ลุ่มและน้ำขังเกือบตลอดปี โดยเฉพาะ รอบหนองน้ำและบริเวณลุ่มห้วยตอนกลางของพื้นที่ จึงทำให้สังคมพืชกึ่งพรุและหนองน้ำหรือบึงเป็นหย่อม เล็ก ๆ ในพื้นที่นี้ด้วย ก่อนจะประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าได้มีราษฎรบุกรุกเข้าไปจับจองพื้นที่บางส่วนเพื่อทำกินมาก่อน ฉะนั้น จึงพบเห็นสังคมพืชที่อยู่ในขั้นการทดแทนได้ในหลายท้องที่ด้วยกันบางแห่งอยู่ในขั้นของทุ่งหญ้าคาและหญ้าอื่นๆ ขึ้นผสมกันอยู่ เช่น บริเวณทุ่งกะมัง บึงแปน บึงยาว และทางไปบึงมน เป็นต้น บางแห่งไปถึงขั้นไม้พุ่มผสมทุ่งหญ้า และหลายแห่งอยู่ในขั้นของป่าชั้นสองที่ผ่านการทำลายมาก่อน จากการศึกษาของมงคลและกิตติ (2542) พบว่ามีพืชที่มีท่อลำเลียงทั้งหมด 196 วงศ์ 753 สกุล 1,417 ชนิด ด้วยความหลากหลายของสังคมพืชคลุมดินและพันธุ์พืชในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้ จึงทำให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว เป็นแหล่งรวมของพรรณพืชที่สำคัญควรแก่การอนุรักษ์แห่งหนึ่งของประเทศ สังคมพืชที่สำคัญในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ได้แก่ ? สังคมป่าดิบดงเขา คิดเป็นร้อยละ 53.99 ของพื้นที่ พบในระดับความสูงเกินกว่า 820 เมตร ขึ้นไป พรรณไม้ที่สำคัญ ได้แก่ ปรก ยมหอม กฤษณา ไทร หว้าและก่อต่างๆ ฯลฯ ? สังคมป่าดงดิบแล้ง คิดเป็นร้อยละ 20 ของพื้นที่ พบกระจายอยู่ในระดับความสูง 800 เมตร ลงมา พรรณไม้ที่สำคัญ ได้แก่ ตะเคียนหิน ตะแบกแดง ตะแบกเปลือกบาง แลนง้อ สองกระดองหิน ฯลฯ ? สังคมป่าเต็งรัง - สังคมป่าเต็งรัง ขึ้นอยู่ในพื้นที่ที่เป็นเนินหรือลาดเขาที่ระดับต่ำ ลักษณะดินที่ป่าชนิดนี้ขึ้นส่วนใหญ่เป็นดินลูกรัง มีชั้นของลูกรังอยู่ภายใต้ผิวดินซึ่งเกิดขึ้นโดยขบวนการแลตเทอไรเซชั่น ผิวดินเป็นทรายจัด มีช่วงการแห้งแล้งที่ยาวนาน อากาศค่อนข้างร้อน เนื่องจากการผลัดใบและหญ้าพื้นป่าแห้ง พืชล้มลุกบนพื้นป่าตายแห้งในช่วงฤดูร้อนทำให้เกิดไฟป่าที่รุนแรงทุกปี ซึ่งเป็นปัจจัยควบคุมหลักของสังคมป่าชนิดนี้ ลักษณะโดยทั่วไปมีเรือนยอดสองชั้น ชั้นบนมีความสูงประมาณ 12 - 20 เมตร มีช่องว่างระหว่างเรือนยอดมาก ไม้เด่นของสังคมได้แก่ ไม้รัง ไม้เต็ง ไม้ก่อแดง ไม้ตุ้มกว้าว เหียง มะขามป้อม ฯลฯ ? สังคมป่าสนเขา แบ่งย่อยได้ 2 สังคม คือ - สังคมสน ผสมก่อผสมยางเหียงเป็นป่าสนเขาที่มีไม้ก่อและยางเหียงขึ้นผสมอยู่ ส่วนใหญ่กระจายในระดับความสูงตั้งแต่ 720 เมตร จากระดับน้ำทะเลไปจนถึง 820 เมตร ดินยังคงเป็นดินลูกรังแต่มีชั้นผิวดินค่อนข้างลึก เนื้อดินเป็นดินทรายปนดินเหนียวระบายน้ำได้ดี ลักษณะโครงสร้างโดยทั่วไปมีชั้นของไม้สนโผล่ขึ้นมาจากเรือนยอดเป็นหย่อมๆ ทำให้เรือนยอดทางด้านตั้งของป่านี้แบ่งออกเป็น 3 ชั้นเรือนยอดด้วยกันคือ เรือนยอดชั้นบนสุดสูงประมาณ 35 - 40 เมตรเป็นชั้นของไม้สนสามใบ เรือนยอดในชั้นนี้ค่อนข้างห่างกันมาก ส่วนเรือนยอดชั้นกลางสูงประมาณ 20 - 25 เมตร ขึ้นสอดแทรกอยู่ระหว่างเรือนยอดของไม้สน ไม้เด่นของชั้นนี้มีสองชนิด ได้แก่ เหียงและก่อแดง เรือนยอดชั้นล่างสูงประมาณ 4 - 12 เมตร เป็นไม้กึ่งพุ่มที่พบบ่อยครั้งส่วนใหญ่เป็นไม้ในวงศ์ไม้ก่อ นอกจากนี้ เช่น ส้มแปะ เหมือดหอม มะขามป้อม ตาฉี่เคย เป็นต้น ? สังคมป่าผสมผลัดใบหรือป่าเบญจพรรณ สังคมป่าชนิดนี้พบเป็นส่วนน้อยบริเวณไหล่เขาที่ระดับความสูงไม่เกิน 600 เมตร จากระดับน้ำทะเล บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าปางม่วงจนถึงหน่วยพิทักษ์ป่าบ้านโหล่น ลักษณะโครงสร้างทั่วไปถูกปกคลุมโดยไม้ไผ่เป็นส่วนใหญ่ ส่วนไม้ยืนต้นกระจายเป็นหย่อมๆ มี 3 ชั้นเป็นเรือนยอด ไม้สำคัญของสังคมนี้ได้แก่ แดง ตะแบกแดง ผ่าเสี้ยน ตีนนก สวอง ตะคร้อ ตะคร้ำ เก็ดแดง รกฟ้า ไผ่รวก ไผ่ไร่ ไผ่ซาง ฯลฯ ? สังคมป่าดิบชื้นระดับสูง เป็นสังคมพืชที่ขึ้นอยู่ริมห้วยในระดับความสูงตั้งแต่ 800 เมตร ขึ้นไป มีความชื้นในดินสูงตลอดปี พบเป็นหย่อมเล็กๆ พรรณไม้ส่วนใหญ่คล้ายกับป่าดิบเขาในระดับต่ำ แต่มีไม้จำพวกปาล์มขึ้นผสมอย่างหนาแน่น โดยเฉพาะฉกและค้อ นอกจากนี้ยังมีหวายอีกหลายชนิดและคลุ้มขึ้นในที่น้ำขังเป็นฤดูกาล ในบางจุดของพื้นที่อาจพบยางนาปรากฏอยู่ด้วย ? สังคมทุ่งหญ้าเขตร้อน สังคมพืชชนิดนี้เกิดขึ้นได้สองแบบ คือ ทุ่งหญ้าตามธรรมชาติ มีพบบนเขาสูง ดินตื้นมีหินโผล่มาก หญ้าจะขึ้นปกคลุมตามซอกหิน ผสมกับไม้พุ่มขนาดเล็กและเฟิร์น ตัวอย่างของสังคมนี้เช่น บนภูคิ้ง พรรณไม้ที่สำคัญนอกเหนือจากหญ้าคาและหญ้าอื่นๆ แล้วก็มี เอนอ้าขน สาวสนม หญ้ากุ้ง กระดุมเงิน ดาวเรืองภู กุหลาบขาว หม้อข้าวหม้อแกงลิง ฯลฯ ส่วนอีกประการหนึ่งคือทุ่งหญ้าที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ เกิดขึ้นจากการถางป่าทำไร่หรือนาข้าวของราษฎร ที่ขึ้นมาอาศัยอยู่บนภูก่อนการประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า บางแห่งยังเห็นร่องรอยของคันนาปรากฏอยู่ เช่น บริเวณทุ่งกะมัง บึงแปน บึงยาว เป็นต้น ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยหญ้าคา หญ้าเพ็ก หญ้าหวาย หญ้าคมบาง หญ้าพง ฯลฯ ? สังคมป่าทุ่ง ลักษณะการเกิดคล้ายคลึงกับทุ่งหญ้าเขตร้อน แต่ผิวดินลึกกว่า มักมีไม้ต้นหรือไม้พุ่ม กระจายอยู่ห่างๆ ท่ามกลางป่าหญ้า พรรณไม้ส่วนใหญ่มักคดงอและแคระแกรน ชนิดพันธุ์คล้ายคลึงกับทุ่งหญ้าเขตร้อนบริเวณที่พบ ได้แก่ ภูคิ้ง
ทรัพยากรสัตว์ป่า: จำนวนสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ที่ได้จากการสำรวจและรวบรวมรายงานล่าสุดของมงคลและคณะพบว่า มีสัตว์ป่าประเภทมีกระดูกสันหลังอยู่ไม่น้อยกว่า 700 ชนิด จาก 419 สกุล ใน 133 วงศ์ 40 อันดับ สามารถแยกเป็น 5 ประเภท ดังนี้ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ไม่ต่ำกว่า 109 ชนิด จาก 82 สกุล ใน 32 วงศ์ 12 อันดับ ได้แก่ ชะนีมือขาว ช้าง กระซู่ กระทิง เลียงผา เสือโคร่ง เสือไฟ เสือลายเมฆ หมีควาย หมาใน ค่างแว่นถิ่นเหนือ ลิงไอ้เงี้ยะ เป็นต้น สัตว์ปีกไม่ต่ำกว่า 413 ชนิด จาก 219 สกุล ใน 56 วงศ์ 16 อันดับ ได้แก่ นกโกโรโกโส นกเงือกสีน้ำตาล นกอ้ายงั่ว นกกระสาแดง ไก่ฟ้าพญาลอ ไก่ฟ้าหลังขาว นกกาฮัง เป็ดก่า นกเงือกกรามช้าง นกกระสาดำ นกกระทุง เป็นต้น สัตว์เลื้อยคลาน ไม่ต่ำกว่า 75 ชนิด จาก 50 สกุล ใน 7 วงศ์ 3 อันดับ ได้แก่ จระเข้น้ำจืด เต่าปูลู เหี้ย เต่าเดือย งูจงอาง กิ้งก่าบินจุดดำ เต่าบึงหัวเหลือง กิ้งก่าเขาหนามสั้น เป็นต้น สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ไม่ต่ำกว่า 18 ชนิด จาก 15 สกุล ใน 6 วงศ์ 2 อันดับ ได้แก่ เขียดงู กบหงอน อึ่งแม่หนาว กบชะง่อนหินเมืองใต้ อึ่งปุ่ม เป็นต้น ปลาน้ำจืด ไม่ต่ำกว่า 75 ชนิด จาก 53 สกุล ใน 22 วงศ์ 7 อันดับ ได้แก่ ปลาแด้ติดหิน ปลากระสูบขีด ปลาจาด ปลาพลวงหิน ปลาจาดถ้ำ ปลาทัดป่า ปลาแค้จัว

  • ข้อมูลทั่วไป
 
ลักษณะของชุมชนในพื้นที่:
การคมนาคม: ระยะทางจากจังหวัดชัยภูมิถึงอำเภอคอนสาร 120 กิโลเมตร และจากอำเภอคอนสารถึงสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว 50 กิโลเมตร สภาพถนนเป็นถนนลาดยางตลอดเส้นทาง
ที่ตั้ง: พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว เดิมเป็นพื้นที่ป่าถูกกำหนดเป็นป่าโครงการไม้กระยาเลยภูเขียว หมวดที่ 4 ในปี พ.ศ. 2498 เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติขึ้นกับป่าไม้เขตนครราชสีมา มีการทำไม้บางส่วนออกมา ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2502 ถึง พ.ศ. 2512 ก่อนที่จะประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จากการทำไม้นี้เองทำให้ราษฎรใช้เส้นทางนี้เดินทางเข้าไปบุกรุกทำลายป่าอันอุดมสมบูรณ์ส่วนนี้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งทำการล่าสัตว์ป่าเพื่อเป็นอาหารและส่งออกไปขายในตัวเมือง โดยเฉพาะ กระซู่ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวนที่หายากมาก ได้ถูกล่าไปถึง 3 ตัว ในช่วงปี พ.ศ. 2510 - 2513 ในบริเวณทุ่งกะมัง อันเนื่องมาจากการที่สัตว์ป่าสงวนที่สำคัญ ได้ถูกลักลอบล่าและป่าไม้ได้ถูกทำลายนี้เองทำให้ นายศักดิ์ วัฒนกุล ป่าไม้จังหวัดชัยภูมิในสมัยนั้น (พ.ศ. 2513) ได้เสนอต่อกรมป่าไม้ให้ประกาศพื้นที่นี้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยด่วน กรมป่าไม้จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกทำการสำรวจและประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ในปี พ.ศ. 2515 โดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 154 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2515 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 89 ตอนที่ 82 วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2515 เนื้อที่ 883,125 ไร่ หรือ 1,314 ตารางกิโลเมตร พร้อมทั้งอพยพราษฎรออกจากเขตพื้นที่ 140 ครอบครัว ต่อมาในปี พ.ศ.2522 ได้ผนวกพื้นที่เพิ่มเติม โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ 96 ตอนที่ 32 วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2522 รวมเนื้อที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ทั้งสิ้น 975,000 ไร่
สถานที่ติดต่อ: เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ตู้ปณ. 3 ปทจ. ชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น 40130
ข้อมูลเพิ่มเติม: เก็บค่าบริการหรือค่าตอบแทนในการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ให้บริการหรือให้ความสะดวกในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตรักษาธุ์สัตว์ป่าภูเขียว
หมายเหตุ:

 สภาพแวดล้อมบริเวณ33. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว
โป่งดินที่สัตว์ป่ามาใช้ประโยชน์เป็นจำนวนมาก
โป่งดินที่สัตว์ป่ามาใช้ประโยชน์เป็นจำนวนมาก
สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไป
สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไป

 





Copyrights 2006 :: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ::