20. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย
ประวัติความเป็นมา:
พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยแต่เดิมเป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าอมก๋อย ในส่วนที่อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่มีการควบคุมดูแลโดยป่าไม้เขตเชียงใหม่และป่าไม้จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนพื้นที่ในจังหวัดตากได้รับการดูแลและควบคุมโดยป่าไม้เขตตากและป่าไม้จังหวัดตาก ป่าทั้งสองส่วนนี้เป็นป่าโครงการทำไม้มาก่อน และได้ผ่านการทำไม้มาหลายครั้งทั้งไม้กระยาเลยและไม้สัก ฉะนั้นไม้มีคุณค่าขนาดใหญ่จึงถูกนำออกไปเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามสภาพป่าก็มิได้เสื่อมโทรมมาก อันเนื่องมาจากการทำไม้ แต่พื้นที่ส่วนนี้เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์มาเป็นเวลาช้านานโดยเฉพาะชนเผ่ากะเหรี่ยงและ ชาวเขาเผ่าอื่น ดังเห็นได้จากโบราณวัตถุและโบราณสถานหลายอย่างยังคงตกค้างอยู่ ลำน้ำแม่ตื่นและลำน้ำปิงเคยเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญของมนุษย์ในสมัยนั้น ดังเช่นพระธาตุแก่งสร้อยแสดงให้เห็นว่าเคยเป็นจุดที่ตั้งของเมืองขนาดเล็กมาก่อน บริเวณหมู่บ้านแม่ตื่นมีวัดโบราณปรากฏอยู่และมีการขุดพบโบราณวัตถุหลายชนิด อย่างไรก็ตามเนื่องจากพื้นที่ป่าที่กว้างขวางและประชาชนในสมัยนั้นมีอยู่น้อยป่าและสัตว์ป่าก็ยังคงความอุดมสมบูรณ์มาก นับจากปี พ.ศ. 2510 เป็นต้นมาประชากรชาวเขาเผ่าต่างๆ เพิ่มมากขึ้นเนื่องจากการโยกย้ายถิ่นเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านและอัตราการตายที่ลดลง เนื่องจากการแพทย์สมัยใหม่เข้าไปถึงทำให้พื้นที่ส่วนนี้เริ่มถูกทำลายอย่างหนัก สัตว์ป่าที่มีคุณค่าหลายชนิดถูกล่าจนเกือบจะหมดไปจากพื้นที่ ทางกรมป่าไม้เล็งเห็นความสำคัญในปัญหานี้จึงได้ทำการประกาศพื้นที่ตลอดริมฝั่งแม่ปิงทางด้านตะวันตก จากดอยเต่าลงมาจนถึงห้วยน้ำรินใกล้ตัวเขื่อนภูมิพลเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเรียก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น รวมพื้นที่ประมาณ 1,500,000 ไร่ ได้ทำการประกาศไว้เมื่อปี พ.ศ. 2521 ต่อมาทางราชการเห็นว่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่เกินไปสำหรับการบริหาร ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่เป็นรูปยาวจากเหนือลงมาทางใต้ มีเทือกเขาสลับซับซ้อนและการเข้าสู่พื้นที่ตอนบนและตอนล่างเป็นเส้นทางที่แยกจากกันทำให้หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไม่สามารถควบคุมการปฏิบัติงานในส่วนต่างๆ ได้เต็มที่จึงเห็นสมควรกำหนดให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่นที่ประกาศไว้เดิมแยกออกเป็นสองเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยตัดพื้นที่ส่วนบนตั้งแต่ปากห้วยแม่ตื่นขึ้นไปจัดตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าใหม่เรียก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ส่วนพื้นที่ส่วนล่างก็ยังคงเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่นต่อไป ทั้งนี้ได้ประกาศไว้ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2526 ในหนังสือราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ หน้า 20 เล่มที่ 100 ตอนที่ 135 พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยจึงได้รับการอนุรักษ์โดยพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 เป็นต้นมา ซึ่งห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปล่าสัตว์ ทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า หรือสร้างสิ่งรบกวนใดๆ ต่อป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่ กรมป่าไม้โดยกองอนุรักษ์สัตว์ป่า ได้จัดตั้งหน่วยงานเข้าไปควบคุมดูแลและป้องกันให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเป็นต้นมา แต่เนื่องจากปัญหาหลายประการด้วยกันจึงมีการฝ่าฝืนกฎหมายโดยชนกลุ่มหนึ่งเสมอมา การลักลอบล่าสัตว์ป่าและการลักตัดไม้ตลอดจนการบุกรุกพื้นที่ป่าของชาวเขาเผ่าต่างๆ กลายเป็นปัญหาหลักและค่อนข้างรุนแรง

ประกาศในราชกิจจานุเบกษา:19/8/2526[100/135]
  • ข้อมูลด้านกายภาพ:
 
พื้นที่: 765000  ไร่
ภูมิประเทศ: สภาพภูมิประเทศของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาและที่ราบระหว่างเขาภาคเหนือ นับตั้งแต่จังหวัดตากขึ้นไป ลักษณะทั่วไปเป็นเทือกเขาหุบเขา และที่ราบระหว่างภูเขา เป็นเทือกเขาหินกลางเก่ากลางใหม่ ก่อตัวในมหายุคพาลีโอโซอิก (Paleozoic Era) และมหายุคมีโซโซอิก (Mesozoic Era) ซึ่งอาจมีผลมาจากการเคลื่อนที่ของชิ้นส่วนของผิวโลกที่เป็นประเทศอินเดียเข้าชนชิ้นส่วนของผิวโลกที่เป็นทวีปเอเซีย ก่อให้เกิดเทือกเขาทอดตัวจากจุดรวม ที่เรียก ยูนานนอต (Yunnan Knot) ในจีนตอนใต้พาดลงสู่ใต้ ที่สำคัญได้แก่เทือกเขาถนนธงไชย เทือกเขาผีปันน้ำ เทือกเขาแดนลาว เทือกเขาขุนตาน เทือกเขาเหล่านี้ก่อให้เกิดลำน้ำสายต่างๆ ขึ้นมากมาย ที่เป็นลำน้ำหลัก ในส่วนนี้ก็คือ ลำน้ำโขง ลำน้ำเจ้าพระยา และลำน้ำสาละวิน พื้นที่ในส่วนที่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาถนนธงไชยตะวันออก เป็นเทือกเขาที่อยู่ระหว่างลำน้ำแม่จ่ม ลำน้ำแม่ตื่น และลำน้ำปิง โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นหินอัคนีแทรกซ้อนและหินปูน ลักษณะพื้นที่ส่วนนี้เป็นสันกลางเหนือลงใต้ต่อจากเทือกเขาจอมทองโดยมีแม่น้ำจันเป็นแนวกั้น มีสันเขามากมายแยกไปทางทิศตะวันออก ก่อให้เกิดลำน้ำสายเล็กสายน้อยไหลลงสู่ลำน้ำปิง ทางทิศตะวันตกมีลำน้ำแม่ตื่นเป็นแนวเขตไหลขนานกับลำน้ำปิงลงมาและวกสู่ตะวันออกมาบรรจบกับลำน้ำแม่ปิง พื้นที่ตอนเหนือประกอบด้วยที่ราบสันเขาสลับกับยอดเขาที่มีความสูงเกินกว่า 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ส่วนตอนกลางและตอนล่างประกอบด้วยเขาสูงชันสลับกับหุบห้วยที่ลึก ลาดเขาบางตอนเป็นผาหินปูนมีซอกถ้ำและโพรงหินมากมาย บริเวณริมลำห้วยสายต่างๆ มีที่ราบขนาดเล็กกระจายอยู่ซึ่งก่อตัวมาจากการทับถมของดินตะกอนและทราย บริเวณเหล่านี้ราษฎรเข้ามายึดครองเปลี่ยนรูปเป็นท้องนาและที่อยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำปิงซึ่งระดับน้ำถูกยกขึ้นเนื่องจากอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล ทำให้สองฝั่งค่อนข้างชันสลับกับหุบห้วยที่ไหลลงมาเป็นช่วงๆ ก่อให้เกิดทัศนียภาพที่สวยงามเป็นอย่างยิ่ง ทางทิศใต้เป็นลำน้ำแม่ตื่นที่มีพื้นน้ำแผ่กว้างในช่วงใกล้กับสบแม่ตื่น พื้นที่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้มีระดับความสูงจากน้ำทะเลตั้งแต่ 200 เมตรขึ้นไปจนถึง 1,929 เมตร จุดสูงสุดคือยอดดอยม่อนจองในเทือกเขาขุนแม่ตื่นเป็นสันแห่งน้ำลงสู่ห้วยอุมหลวงและห้วยอุมฮวม ยอดเขาที่มีความสูงเกินกว่า 1,500 เมตรขึ้นไป เช่น เขาขุนแม่ตื่นซึ่งจุดสูงสุดของพื้นที่อยู่ในส่วนนี้เรียกดอยม่อนจอง ดอยอื่นๆ ที่มีความสูง ลดหลั่นลงไปได้แก่ ดอยดอกกุ๊ก (1,685 เมตร) เขาขุนแม่ตื่น (1,640 เมตร) ดอยหลวง (1,538) ดอยหลังเมือง (1,659 เมตร) และดอยบ้านยาง (1,670 เมตร) ยอดเขาที่สำคัญเป็นที่รู้จักกันในหมู่ประชาชนในท้องที่ ได้แก่ ดอยยาว ดอยหัวหมด ดอยเรี่ยม ดอยแต้ ดอยโตน ดอยคู่ ดอยหินลาด และยอดเขาอื่นๆ ที่มิได้ตั้งชื่ออีกหลายยอด ลำน้ำสายสำคัญในพื้นที่ได้แก่ ลำน้ำปิง วางเป็นแนวเขตของพื้นที่ทางด้านทิศตะวันออก ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล ลำน้ำแม่ตื่นเป็นลำน้ำหลักทางทิศตะวันตกระบายน้ำลงสู่ลำน้ำปิง จากลำน้ำสายหลักทั้งสองนี้มีลำห้วยแยกมากมายหลายสายกระจายเข้าไปรับน้ำจากตอนกลางของพื้นที่ ทางตอนเหนือมีลำห้วยแม่ลายเป็นแนวเขตมีห้วยแยกเป็นสาขาอีกหลายห้วย เฉพาะที่มีน้ำตลอดปีได้แก่ ห้วยกิ่งบาง ห้วยยาแล และห้วยตั้ง ลำห้วยตอนกลางที่ไหลลงสู่ลำน้ำปิงโดยตรงเช่น ห้วยแม่ฮาด ห้วยแก่งป๊อก ห้วยอันแปน้ำ ห้วยหาดหยวก ห้วยผาตา ห้วยอุ้มปาด ห้วยสะเรี่ยม ห้วยเฮือด ห้วยแม่สา ห้วยแก่งปวง ห้วยแก่งจาน และห้วยอมรุ ลำห้วยแยกที่สำคัญของลำน้ำแม่ตื่น ได้แก่ ห้วยและ ห้วยปูลิง ห้วยแม่หก ห้วยจอมหมอก ห้วยแพะ ห้วยตาก ห้วยใหม่ ห้วยอุกฮวม และห้วยอุมหลวง นอกจากนี้ยังมีลำห้วยที่มีเฉพาะฤดูฝนอีกหลายสายด้วยกัน ลำห้วยสายต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ก่อตัวเป็นลุ่มน้ำขนาดต่างๆ ขึ้นในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้ ที่สำคัญได้แก่ลุ่มน้ำแม่ลายซึ่งเป็นลุ่มน้ำขนาดกลางที่มีความชันของลำห้วยค่อนข้างสูง รับน้ำจากยอดเขาต่างๆ ทางตอนเหนือของพื้นที่ ทั้งที่อยู่ภายนอกและภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย เฉพาะยอดเขาที่อยู่ภายในได้แก่ ดอยซังโตน ดอยจำปี ดอยผาแต้ม ดอยหินฝน ดอยยาว และดอยหัวหมด รวมถึงน้ำจากพื้นที่ราบสูงทางตอนเหนือด้วย ลุ่มน้ำอุ้มปาดเป็นลุ่มน้ำตอนบนแยกจากลุ่มน้ำแม่ลายไหลลงสู่แม่ปิง ในลุ่มน้ำนี้มีห้วยแยกหลายสายเช่น ห้วยฝาย ห้วยปุงบาง ห้วยแม่จาน ห้วยบง พื้นที่ตอนกลางของลุ่มน้ำนี้ค่อนข้างราบมีหมู่บ้านของราษฎรชาวไทยภูเขาเข้ามายึดเป็นที่ทำกินอยู่หลายหมู่บ้าน ในส่วนที่ไปบรรจบกับแม่น้ำปิงมีลักษณะเป็นหุบเขาชัน ลุ่มน้ำสะเรี่ยมตั้งอยู่ตอนกลางของพื้นที่รับน้ำตั้งแต่ดอยหลังเมือง ดอยกิ่งช้างสี ดอยโตน ดอยเรี่ยม ดอยแต้ และยอดเขาขนาดเล็กอื่นๆ มีลำห้วยแยกที่สำคัญ คือ ห้วยเฮือด ห้วยกวน และห้วยหนองสามร้อน ลุ่มน้ำแม่สาและลุ่มน้ำแม่ปวงมาบรรจบกับลุ่มน้ำสะเรียม ก่อตัวเป็นลุ่มน้ำขนาดใหญ่ขึ้นรับน้ำจากดอยหลังเมือง ดอยม่อนจอง ดอยม้าวิ่ง ดอยผาม่าน ดอยหลวง และดอยผาแมว ห้วยแม่สาและห้วยแม่ปวงวางขนานกันไปจากทิศตะวันออกไปสู่ตะวันตกมีห้วยแยกสายสั้นๆ อีกมากมาย ส่วนลุ่มน้ำแก่งจางและลุ่มน้ำแก่งสร้อยเป็นลุ่มน้ำขนาดเล็กอยู่ทางใต้ของลุ่มน้ำปวงไหลตรงลงสู่ลำน้ำปิง พื้นที่ทางตอนใต้ประกอบด้วยลุ่มน้ำขนาดกลางสามลุ่มน้ำคือ ลุ่มน้ำอมรุ รับน้ำจากพื้นที่ทางตอนใต้ของดอยหลวง ดอยม่อนจอง ดอยคู่ และดอยคอกไหลตรงลงลำน้ำปิง ลุ่มน้ำอุมหลวง จัดได้ว่ามีสภาพภูมิประเทศสูงชันมาก รับน้ำจากดอยคู่และพื้นที่บนสันเขากลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้ไหลลงใต้สู่ลำน้ำแม่ตื่น ส่วนลุ่มน้ำอุมฮวมกินพื้นที่บริเวณใต้สุดของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย รับน้ำจากดอยม้าวิ่ง ดอยขุนแม่ตื่น และดอยคู่ไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ลงสู่ลำน้ำแม่ตื่น พื้นที่ลาดเขาทางทิศตะวันตกเป็นลุ่มน้ำแม่ตื่นทั้งหมด ซึ่งแยกได้เป็นลุ่มน้ำเล็กๆ หลายลุ่มน้ำด้วยกัน ที่สำคัญได้แก่ลุ่มน้ำห้วยเดื่อ ลุ่มน้ำห้วยหมี เป็นต้น ลักษณะภูมิประเทศที่เป็นสันเขาสูงชันมีหุบห้วยที่ลึกและมีที่ราบน้อย ทำให้สภาพพื้นที่ส่วนนี้ไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นพื้นที่ทางการเกษตร เหมาะที่จะอนุรักษ์ไว้เพื่อการใช้ประโยชน์ด้านอื่นที่เป็นการอนุรักษ์ โดยเฉพาะเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดังที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ ซึ่งนอกเหนือจากการคงไว้ซึ่งสภาพความหลากหลายทางชีววิทยาแล้วยังเป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์น้ำ ภัยธรรมชาติและยังเป็นแหล่งเพื่อการศึกษาวิจัยและพักผ่อนหย่อนใจกับธรรมชาติด้วย
ภูมิอากาศ: เนื่องจากพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยตั้งอยู่ค่อนไปทางภาคเหนือของประเทศ ประมาณที่เส้นรุ้ง 17 องศา 45 ลิปดา เหนือ และอยู่ค่อนเข้ามาในแผ่นดิน โดยสภาพที่ตั้งของพื้นที่แล้วจัดได้ว่าอยู่ในพื้นที่อิทธิพลของลมมรสุม ในช่วงพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมเป็นช่วงที่มีฝนตกชุกเนื่องจากได้อิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดมาจากทะเลอันดามันและหางของพายุใต้ฝุ่นที่ก่อตัวในทะเลจีนแล้วพัดขึ้นสู่แหลมญวน ใต้ฝุ่นบางลูกที่มีความรุนแรงสูง มักทำให้ฝนตกอย่างหนักในพื้นที่โดยเฉพาะในเดือนกันยายนและตุลาคม อย่างไรก็ตามพื้นที่ส่วนนี้ก็จัดได้ว่าอยู่ในพื้นที่อับฝน เนื่องจากตั้งอยู่ทางด้านใต้ลมฝนของลาดเขาในเทือกเขาถนนธงชัย ซึ่งฝนส่วนใหญ่จากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะตกหนักทางด้านลาดเขาทางตะวันตกในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและพม่า ปริมาณน้ำฝนส่วนใหญ่จึงได้จากพายุใต้ฝุ่นจากทะเลจีน ข้อมูลเฉพาะสถานีอุตุนิยมวิทยาที่เขื่อนภูมิพลซึ่งใกล้พื้นที่ทางตอนใต้มากที่สุด มีค่าเฉลี่ยน้ำฝนต่อปีเท่ากับ 1,060.1 มิลลิเมตร (ข้อมูลจากปี 1956-1985) เดือนกันยายนเป็นเดือนที่มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยสูงสุดมีค่า 254.1 มิลลิเมตร จำนวนวันฝนตก 144.8 วันต่อปี สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปจัดได้ว่าเป็นสภาพภูมิอากาศค่อนไปทางด้านสภาพภูมิอากาศแบบกึ่งเขตร้อน (subtropical climate) แต่ไม่เด่นชัดมาก คือมีฤดูฝนที่ยาวนาน ประมาณ 6 เดือน (rainy season) ฤดูหนาวซึ่งมีอากาศค่อนข้างเย็น (cool season) ประมาณ 3 เดือน และฤดูร้อน (hot season) ประมาณ 3 เดือน ในช่วงฤดูฝนซึ่งเริ่มจากเดือนพฤษภาคมไปจนถึงตุลาคม มีฝนตกบ่อยครั้งบางช่วงอาจตกติดต่อกันไปถึง 2-3 วัน แต่เป็นฝนที่ไม่ค่อยรุนแรงมาก เช่น ในภาคใต้ของประเทศ อุณหภูมิในช่วงนี้ค่อนข้างคงที่ ค่าเฉลี่ยอยู่ในช่วงตั้งแต่ 26.9 องศา ถึง 30 องศาเซลเซียส ค่าเฉลี่ยสูงสุด 31.2 องศา ถึง 34.8 องศาเซลเซียส และค่าเฉลี่ยต่ำสุด 22.6 องศา ถึง 25 องศาเซลเซียส เฉพาะบนยอดเขาสูงอากาศจะเย็นจัดเมื่อมีฝนตกต่อเนื่อง ในฤดูที่อากาศเย็นซึ่งเริ่มจากเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนมกราคม อากาศโดยทั่วไปค่อนข้างเย็น อุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงนี้อยู่ในช่วง 23.5 องศา ถึง 25.4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 29.5 องศา ถึง 30.6 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด 16.8 องศา ถึง 20.2 องศาเซลเซียส แต่บนยอดเขาสูงอุณหภูมิค่อนข้างต่ำตลอดช่วงฤดูกาลนี้ ช่วงฤดูร้อนมีค่าอุณหภูมิเฉลี่ยประจำเดือนในช่วงตั้งแต่ 27.5 องศา ถึง 32.1 องศาเซลเซียส ค่าเฉลี่ยสูงสุดประจำเดือนอยู่ในช่วง 34.1-37.9 องศาเซลเซียส และเฉลี่ยต่ำสุด 19.5-24.9 องศาเซลเซียส ค่าสูงสุดที่บันทึกได้ในช่วงฤดูร้อนสูงถึง 42.6 องศาเซลเซียส ในเดือนเมษายน และต่ำสุดที่วัดได้ 6.4 องศาเซลเซียสในเดือนตุลาคม ช่วงความแปรผันของอุณหภูมิจึงค่อนข้างกว้าง (กรมอุตุ-นิยมวิทยา, 2530) ข้อมูลด้านความชื้นในบรรยากาศของพื้นที่โดยเฉพาะค่าความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidily) มีความสัมพันธ์กับฤดูกาลอย่างใกล้ชิด ในช่วงฤดูฝนค่าความชื้นค่อนข้างสูงมาก มีค่าเฉลี่ยอยู่ในช่วง 73.9 ถึง 86.7 เปอร์เซ็นต์ ลดลงในช่วงฤดูหนาว ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 70.4 ถึง 81.8 เปอร์เซ็นต์ และค่อนข้างต่ำในช่วงฤดูร้อน มีค่าอยู่ในระหว่าง 57.3 ถึง 63.1 เปอร์เซ็นต์ ค่าเฉลี่ยตลอดปี 74.9 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ยสูงสุด 92.7 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ยต่ำสุด 53.9 เปอร์เซ็นต์ ค่าบันทึกได้ต่ำสุด 13.0 เปอร์เซ็นต์ อุณหภูมิของจุดควบแน่นในเดือนต่างๆ อยู่ในช่วง 15.6 ถึง 23.2 องศาเซลเซียส และค่าเฉลี่ยตลอดปีที่ 20.2 องศาเซลเซียส ค่าการระเหยน้ำจากผิวน้ำที่เปิดค่อนข้างสูงมาก มีค่าเฉลี่ย 1,624.7 มิลลิเมตร ต่อปี ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน ลมพัดมาจากทิศตะวันตก ส่วนเดือนตุลาคมถึงธันวาคมลมพัดมาจากทิศตะวันออก ค่าเฉลี่ยของลมในเดือนต่างๆ อยู่ในช่วง 2.5 นอตส์ ถึง 5.1 นอตส์ ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้นับว่าน่าสนใจ
ธรณีวิทยา: พื้นที่บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาหินกลางเก่ากลางใหม่ ก่อตัวในมหายุคพาลีโอ-โซอิกและมหายุคมีโซโซอิก ลักษณะหินจึงเกี่ยวข้องกับมหายุคทั้งสองนี้ หินส่วนใหญ่ที่ปรากฏให้เห็นในเทือกเขาแถบนี้เป็นหินแปรที่ตกตะกอนในมหายุคพาลีโอโซอิกวางซ้อนทับอยู่บนหินในมหายุคพรีแคมเบรียน (Precambrian) และเหนือหินในมหายุคพาลีโอโซอิกนี้ยังคลุมด้วยหินจากการตกตะกอนในทะเลและหินจากภูเขาไฟ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในยุคเพอเมี่ยน (permian) ตอนต้นต่อกับยุคไตรแอสซิกและซีโนโซอิก นอกจากนี้ยังมีหินแกรนิตปรากฏเป็นตอนๆ อยู่ด้วย หินในมหายุคพรีแคมเบรียน (Precambrian rocks) ประกอบด้วยระดับชั้นหินแปรที่ค่อนข้างสมบูรณ์ประกอบด้วย paragneiss และ orthogneiss schist, calc-silicates, quartzite และหินอ่อน ปรากฏอยู่ตอนกลางของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หินในกลุ่มหิน gneiss มีสีเป็นสีเทาอ่อนเป็นส่วนใหญ่ เนื้อละเอียด เป็นรูปเหลี่ยมไปจนถึงเนื้อหยาบพรุน มีแถบหรือรอยเคลือบที่แยกได้จากความแตกต่างของเนื้อหินที่มีเม็ดไม่เท่ากันและธาตุที่เป็นส่วนผสมอยู่ หินส่วนใหญ่ประกอบด้วย quartz, plagioclase, K-feldspar และ biotite นอกจากนี้ยังพบ silimanite และ almandite เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยในหิน paragneiss หินในกลุ่ม gneissic rocks นี้ มี aplite และ pegmatite รวมถึงแนวของ quartz ปรากฏอยู่ทั่วไป ชั้นหินเหล่านี้ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยหิน quartzite และ limestone ของมหายุคพาลีโอโซอิกในหลายท้องที่ บางครั้งพบเป็นรอยซ้อนทับต่อเนื่องกันไป หินในมหายุคพาลีโอโซอิก หินยุคนี้ในทางภาคเหนือของประเทศไทยอาจแบ่งได้ตามหลักการทางธรณีวิทยาถึง 6 กลุ่ม จากยุคแคมเบรียน (Cambrian) ไปจนถึงยุคเพอเมียน (Permian) ที่พบในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นหินแปรที่ตกตะกอนในช่วงต้นๆ ของมหายุคพาลีโอโซอิก หินในยุคแคมเบรียนรวมถึงยุคโอโดริเชียน ประกอบด้วยหินสีชมพูอ่อนสีน้ำตาลอ่อน มีชั้นหนา เนื้อละเอียดปานกลาง ส่วนใหญ่เป็น quartzite ที่มี phyllite ผสมอยู่เป็นส่วนน้อยกับเป็น quartzitic sandstone ในเนื้อหินเหล่านี้อาจพบ quartz และ chert สีดำมีลักษณะเป็นกรวดกลมมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1 เซนติเมตร ฝังอยู่ภายในหิน quartzite หินในปลายยุคแคมเบรียนนี้ปกคลุมด้วยหินในยุคโอโดวิเชียน ซึ่งมีหิน argillaceous limestone และชั้นหิน shale หิน quartzitic sandstone และแถบของ limestone อยู่ด้วย บางตอนเป็นชั้นของหิน limestone หนา มีสีเทาจนถึงเทาแก่ ความหนาของชั้นนี้อาจถึง 800 เมตร ชั้นหินโอโดวิเชียนนี้จะคลุมด้วยชั้นหินในมหายุคกลางพาลีโอโซอิก การศึกษาทางธรณีวิทยาในพื้นที่นี้ยังมิได้มีการกระทำกันอย่างละเอียด อย่างไรก็ตามปรากฏว่าพื้นที่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยมีแหล่งแร่สำคัญอยู่หลายชนิดบางชนิดได้มีการขุดค้นขึ้นมาใช้ก่อนที่จะประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยเฉพาะแร่ฟลูออไรท์และพลวง ซึ่งราษฎรในพื้นที่ยังเข้าไปขุดหากันอยู่

 
  • ข้อมูลด้านชีวภาพ
 
ทรัพยากรป่าไม้: เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ยังมีสภาพป่าสมบูรณ์แห่งหนึ่งของประเทศ ชนิดป่าที่สำคัญได้แก่ 1. สังคมป่าดงดิบเขา (Hill evergreen forest) มีการกระจายอยู่บนยอดเขาสูงบริเวณแนวเขตทางทิศตะวันตกของพื้นที่โดยเฉพาะยอดดอยม่อนจองและยอดเขาอื่นๆ บริเวณขุนแม่ตื่น ป่าชนิดนี้อาจจัดเป็นป่าดงดิบเขาระดับต่ำ (Lower Montane Forest) ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดของสังคมคือความหนาวเย็นที่ค่อนข้างคงที่ตลอดปี ฉะนั้นจึงปรากฏอยู่ตั้งแต่ระดับความสูงที่เกินกว่า 1,200 เมตรขึ้นไป ลักษณะโดยทั่วไปเป็นป่าที่ไม่ผลัดใบมีไม้ในวงศ์ไม้ก่อ (Fagaceae) เป็นไม้เด่นในสังคม ในพื้นที่ที่ค่อนข้างมีปัจจัยแวดล้อมเหมาะสม คือมีดินค่อนข้างลึกและไม่มีลมพัดจัดเกินไป ลักษณะโครงสร้างทางด้านตั้งอาจแบ่งได้เป็น 3 ชั้นเรือนยอด เรือนยอดชั้นบนสุด ประกอบด้วยไม้สูงประมาณ 20-25 เมตร มีเรือนยอดที่แน่นทึบต่อเนื่องกันไป ชนิดพรรณไม้สำคัญ ได้แก่ ก่อตาควาย ก่อตาหมู ก่อคำ ก่อหยุม ก่อขาวใบนวล เหมือดคนตัวผู้ คาหด ยมหอม ข่าต้น จันทร์ทอง และจำปีป่า เป็นต้น ไม้ชั้นรองประกอบด้วยไม้ขนาดกลาง มีความสูงประมาณ 10-15 เมตร ส่วนใหญ่เป็นไม้ทนร่มได้ดีขึ้นสอดแทรกระหว่างไม้ในชั้นเรือนยอดทำให้สังคมป่าชนิดนี้ดูแน่นทึบ ชนิดไม้สำคัญได้แก่ เหมือดดอย ตะไคร้ต้น เมี่ยงหลวง หว้าหลวง ราม หว้าดอยอ่างเท เมี่ยงอีอาม จองหอม เหม็ดชุนตัวผู้ ทะโล้ มะขามแป หลงหนาม นวนเสียน เป็นต้น พื้นป่าค่อนข้างรกทึบด้วยพืชจำพวกเฟิร์น ไม้พุ่ม เถาวัลย์ขนาดเล็ก และพืชล้มลุกอย่างอื่นโดยเฉพาะในสกุลขิงข่า ในช่องว่างที่มีแสงลงถึงพื้นมักปรากฏ ไม้เหล่านี้คือ คำแดง หนาดเขา เพลี้ยกระทิง ว่านหัวเสือ อ้าน้อย และอ้าหลวง เป็นต้น บนพื้นดินปกคลุมด้วยตะไคร่ และมอสหลายชนิดด้วยกัน ส่วนบนกิ่งและลำต้นของไม้อาจพบกล้วยไม้และพืชเกาะติดปรากฏหลายชนิดด้วยกัน เช่น ประทัดทอง สะเภาลม และกล้วยไม้ในสกุล Ione, Bulbophyllum, Thelasis, dendrobium, porpax, Eria และอื่นๆ อีกมาก ป่าดงดิบเขาจัดได้ว่าเป็นแหล่งรวมของพรรณไม้ที่หายากทั้งระดับโลกและระดับประเทศหลายชนิด บางชนิดเป็นพรรณไม้ที่มีศูนย์กลางการกระจายอยู่ในเขตอบอุ่น และในเขตเทือกเขาหิมาลัยที่รุกล้ำเข้ามาในเขตร้อน โดยเฉพาะกำลังเสือโคร่ง และนางพญาเสือโคร่ง มักพบอยู่ทั่วไปในที่โล่งสองข้างทาง คุณค่าของป่าชนิดนี้ในด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายของมวลชีวภาพจึงค่อนข้างสูง แต่เนื่องจากปกคลุมในพื้นที่ที่มีดินลึกและอากาศหนาวเย็นตลอดปี เหมาะต่อการปลูกพืชเกษตรเมืองหนาวเช่น กระหล่ำปลี จึงทำให้พื้นที่ป่าชนิดนี้ถูกทำลายอย่างหนัก ผลจากการศึกษาหมู่ไม้ตัวอย่างในพื้นที่ปรากฏว่าไม้ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเกินกว่า 4.5 เซนติเมตร วัดที่ระดับอก (1.30 เมตรจากผิวดิน) มีความหนาแน่น 1,020 ต้นต่อเฮกแตร์ เป็นไม้ใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเกินกว่า 10 เซนติเมตร ประมาณ 740 ต้นต่อเฮกแตร์ พื้นที่หน้าตัดของไม้ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 4.5 เซนติเมตร มีประมาณ 36 ตารางเมตรต่อเฮกแตร์ ไม้เด่นในสังคมซึ่งพิจารณาจากค่าความสำคัญ ได้แก่ เหมือดคนตัวผู้ ก่อตาควาย ตาห่านเขา และก่อตาหมู เป็นต้น 2. สังคมหน้าผาและลานหิน (Cliff community and rocky area) สังคมพืชชนิดนี้คลุมพื้นที่ไม่มากปรากฏให้เห็นได้เฉพาะบนยอดเขาสูงและบริเวณหน้าผาที่ชันโดยเฉพาะบริเวณผาหินปูนริมฝั่งแม่น้ำปิงและดอยม่อนจองซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงสุดในพื้นที่ เฉพาะบริเวณเหลี่ยมผาด้านทิศตะวันตกของ ดอยม่อนจองปกคลุมด้วยหญ้าและไม้พุ่มขนาดเล็ก ลักษณะของสังคมพืชชนิดนี้เกิดขึ้นเนื่องจากสภาพดินที่ตื้นมาก บางตอนเป็นดินที่ทับถมอยู่ในซอกหิน การกักเก็บน้ำในดินค่อนข้างเลวเนื่องจากความลาดชันและเป็นทรายจัด นอกจากนี้เหลี่ยมผาที่มีความลาดชันมากตั้งรับลมที่พุ่งเข้าปะทะอย่างรุนแรงทำให้ไม้ใหญ่ไม่สามารถเข้ามายึดครองพื้นที่ได้ คงมีแต่ไม้พุ่มเตี้ยหรือไม้ที่คดงอในซอกหินที่พอมีดินอยู่บ้างบางส่วนก็ปกคลุมด้วยหญ้าหลายชนิดซึ่งมีรูปชีวิตที่ทนทานต่อสภาพเช่นนี้ ในช่วงฤดูแล้งหญ้าต่างๆ ก็ล้มตายลงคงเหลือไว้แต่หัวหรือหน่อชิดผิวดิน ไม้พุ่มก็ผลัดใบทิ้งก่อให้เกิดเชื้อไฟเป็นจำนวนมากขึ้นในสังคมชนิดนี้ ไฟป่าจึงเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำในช่วงฤดูแล้ง ส่วนลาดเขาด้านทิศตะวันออกของดอยม่อนจองซึ่งเป็นลาดเขาที่อยู่ด้านตรงข้ามกับทิศทางลมที่พัดจัด สภาพพื้นที่จึงปกคลุมด้วยป่าดงดิบเขาที่แคระแกรน ทั้งนี้เนื่องจากดินที่ตื้นและกำลังลมที่ค่อนข้างแรง ในสังคมพืชชนิดนี้มีเรือนยอดชั้นบนสุดสูงไม่เกิน 7 เมตร พรรณไม้ส่วนใหญ่เป็นชนิดเดียวกันกับไม้ชั้นรองในป่าดงดิบเขาที่สมบูรณ์แต่มีขนาดลำต้นที่เล็กว่าและคดงอเนื่องจากแรงลม นอกจากนี้ยังมีไม้ในวงศ์ไม้ก่อที่มีลำต้นแคระแกรนขึ้นผสมอยู่ด้วย ส่วนบริเวณทุ่งหญ้าบนสันเขาและหน้าผาประกอบด้วยหญ้าหลายชนิด โดยเฉพาะหญ้าคา หญ้าลิ้นงู คนทิคิน กระดุมเงิน หญ้าชันอากาศ หญ้าขน ทรงกระเทียม หญ้าปล้องหิน ตองกง กูดกวาง โด่ไม่รู้ล้ม กระต่ายจาม และผักชีโคก เป็นต้น สังคมทุ่งหญ้ามักเกิดไฟป่าเป็นประจำเนื่องจากหญ้าแห้งตายกลายเป็นเชื้อเพลิงที่ดี การจุดเพลิงมักมีสาเหตุมาราษฎรในพื้นที่ที่ทำการจุดเผาพื้นที่ไร่เลื่อนลอยและซังข้าวในท้องนาในหุบห้วย ไฟจะลุกลามขึ้นบนหน้าผาอย่างรวดเร็ว ลมที่พัดค่อนข้างจัดช่วยเสริมให้การคืบคลานของเพลิงเป็นไปเร็วมากยากต่อการควบคุมไฟ ในช่วงปีที่แห้งแล้งจัด ไฟป่าอาจกินเข้าไปถึง ป่าดงดิบเขาบางตอนและทำให้ต้นไม้ล้มตายเป็นจำนวนมากและทุ่งญ้าก็จะเข้าไปทดแทน สังคมผาชันและทุ่งหญ้านี้มีความสำคัญมากต่อกวางผาและเลียงผาอันเป็นสัตว์ป่าสงวนของชาติ สัตว์ทั้งสองชนิดนี้ได้อาศัยเป็นแหล่งหลบภัยและหากิน 3. ป่าดงดิบแล้ง (Dry Evergreen Forest) เป็นสังคมพืชที่ปรากฏอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้ค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่กระจายอยู่บริเวณลุ่มห้วยในระดับสูงที่เป็นรอยต่อกับป่าดงดิบเขาระดับต่ำและในร่องห้วยหรือชานห้วยที่มีความชื้นจัดตลอดปี ลักษณะโครงสร้างทางด้านตั้งแบ่งได้เป็น 3 ชั้นเรือนยอด ไม้สำคัญในเรือนยอดชั้นบนได้แก่ ตะเคียนทอง ขนุนป่า หว้า เขลง จำปีป่า กระบาก และไม้ผลัดใบที่ผสมอยู่ในชั้นนี้ เช่น ตะแบกเปลือกบาง หอมไกลดง ข้าวหลาม มะดูก ไม้ชั้นรองที่พบได้แก่ ค้างคาว ลำใยป่า มะไฟป่า กัดลิ้น ฮังแกง ลำดวนดง เฉียงพร้านางแอ เลือดแรด เลือดกวาง มะเม่า และหว้า เรือนยอดของป่าค่อนข้างต่อเนื่องกันจนแสงแดดลอดลงสู่พื้นได้ไม่มาก จึงทำให้พืชจำพวกหญ้าปรากฏให้เห็นได้น้อยมาก ชั้นของพื้นป่าจึงประกอบด้วยกล้าไม้ของไม้ชั้นบนเป็นส่วนใหญ่ ขึ้นผสมกับไม้พุ่มขนาดเล็กที่ทนร่มได้ดีผสมกับพืชล้มลุกโดยเฉพาะพืชในวงศ์ขิงข่า และไม้ล้มลุกอย่างอื่น เช่น หว้าชะอำ หญ้าโอน ฉัตรฟ้า อั้ว และสามร้อยยอด ข้อมูลจากหมู่ไม้ตัวอย่างปรากฏว่าไม้ใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงอกเกิน 10 เซนติเมตรขึ้นไป มีจำนวน 250 ต้นต่อเฮกแตร์ ส่วนไม้ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเกินกว่า 4.5 เซนติเมตรขึ้นไป มี 325 ต้นต่อเฮกแตร์ และพื้นที่หน้าตัดประมาณ 45 ตารางเมตรต่อเฮกแตร์ ค่าดัชนีความสำคัญของพรรณไม้ในป่านี้แสดงว่า ไม้ค้างคาวเป็นไม้ที่มีความเด่นสูงสุด นอกจากนั้นก็มีหอมไกลดงมีความเด่นรอง ส่วนไม้อื่นๆ มีปรากฏไม่มากในอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกัน 4. ป่าผสมผลัดใบ (Mixed Deciduous Forest) เป็นสังคมพืชที่ครอบคลุมพื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้อย่างกว้างขวางรองจากสังคมป่าเต็งรัง ปรากฏอยู่ทั่วไปตั้งแต่ที่ราบหรือในที่ลาดชันน้อยและบนไหล่เขาหรือยอดเขาที่มีความลาดชันมากแต่มีดินลึกและระดับความสูงไม่เกิน 1,200 เมตร พิจารณาจากไม้เด่นในสังคมอาจแบ่งสังคมพืชชนิดนี้ออกเป็นสองสังคมย่อย คือสังคมป่าผสมผลัดใบที่มี ไม้สัก และสังคมป่าผสมผลัดใบที่ไม่มีไม้สัก ป่าผสมผลัดใบที่มีไม้สักมีลักษณะโครงสร้างของสังคมทางด้านตั้งแบ่งได้เป็น 3 ชั้นเรือนยอด เรือนยอดชั้นบนสุดมีความสูงประมาณ 25-35 เมตร ไม้เด่นในชั้นนี้ได้แก่ ไม้สัก ประดู่ แดง ตะคร้อ รกฟ้า ซ้อ งิ้วป่า ตะเคียนหนู พฤกษ์ และสมอพิเภก ปกติเรือนยอดของไม้ชั้นนี้ไม่ต่อเนื่องกัน เปิดโอกาสให้ไม้ชั้นรองเข้ามาผสมอยู่เป็นจำนวนมาก เรือนยอดของไม้ชั้นรองโดยทั่วไปมีความสูงประมาณ 10-25 เมตร ไม้เด่นของชั้นนี้ ได้แก่ กระท่อมหมู ดูแด้ง เก็ดแดง ปี้จั่น แคทราย สมอไทย ขี้อ้าย ตีนนก มะกอก และเต็งหนาม เป็นต้น ชั้นของไม้พุ่มมีความสูงไม่เกิน 5 เมตร ประกอบด้วย แสลงใจ ฉัตรมะยม ยอป่า แหวน ปีป นอกจากนี้ยังมีเถาวัลย์ขึ้นอยู่หลายชนิด เช่น เสี้ยวเครือ กวาวเครือ ถั่วลาย และจิ้งจ้อเหลือง เป็นต้น ป่าผสมผลัดใบเป็นแหล่งไม้ไผ่ที่สำคัญของประเทศ ชนิดที่ผสมอยู่ในป่าชนิดนี้ ได้แก่ ไผ่ซาง ไผ่ซางนวล ไผ่บง ไผ่หนาม ไผ่รวก และไผ่ไร่ สภาพป่าโดยทั่วไปโล่งเตียนในช่วงฤดูแล้งหลังไฟป่าและรกทึบในฤดูฝน ป่าผสมผลัดใบที่ไม่มีไม้สักโครงสร้างส่วนใหญ่เหมือนกันกับที่มีไม้สัก แต่ไม้สักไม่ปรากฏ ฉะนั้นไม้เด่นในชั้นเรือนยอดบนสุดจึงประกอบด้วยไม้แดง ประดู่ สมอพิเภก รกฟ้า ตะแบกใหญ่ และตะเคียนหนู ที่ปรากฏอยู่ในท้องที่นี้มักมีความสูงเกินกว่า 800 เมตรขึ้นไป ซึ่งอยู่เหนือระดับที่ไม้สักจะขึ้นได้ ยกเว้นในบางพื้นที่อาจพบในระดับต่ำได้ ป่าผสมผลัดใบชนิดนี้บางครั้งพบบนเขาหินปูนในระดับสูงขึ้นผสมกับไผ่รวก และมีไม้ก่อบางชนิดเข้ามาผสม แต่พื้นป่ามักรกทึบด้วยหญ้า ไฟป่าเกิดขึ้นทุกปี ผลการศึกษาจากแปลงตัวอย่างในสังคมป่าชนิดนี้ปรากฏว่า ความหนาแน่นของต้นไม้มีความผันแปรค่อนข้างสูงขึ้นอยู่กับสภาพท้องที่โดยเฉพาะความลึกของดินและความลาดชัน จำนวนไม้ใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเกินกว่า 10 เซนติเมตรขึ้นไป มีประมาณ 235 ต้นต่อเฮกแตร์ ในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ ส่วนความหนาแน่นของไม้ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 4.5เซนติเมตร ซึ่งถือว่าเป็นไม้ที่พ้นการทำลายจากไฟป่าแล้วมี 255 ต้นต่อเฮกแตร์ โดยมีพื้นที่หน้าตัดประมาณ 26ตารางเซนติเมตร ไม้ที่มีค่าดัชนี ความสำคัญสูง ได้แก่ สัก ประดู่ รกฟ้า ตะคร้อ เป็นต้น 5. สังคมป่าเต็งรัง (Deciduous Dipterocarp Forest) เป็นสังคมพืชที่ครอบคลุมเนื้อที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้มากที่สุด พบอยู่ทั่วไปทั้งในที่ราบและบนเขาสูงชันที่มีความสูงต่ำกว่า 1,100 เมตรลงมา ส่วนใหญ่ปกคลุมอยู่ในพื้นที่ที่มีดินค่อนข้างตื้น เป็นทรายจัดหรือมีหินผสมอยู่มากหรือในพื้นที่ที่มีชั้นของดินลูกรังปรากฏอยู่ชิดผิวดิน ลักษณะของสังคมอาจแบ่งโดยใช้ไม้เด่นในเรือนยอดเป็นหลักออกได้เป็นสองสังคมย่อย คือป่าเต็งรังที่มีไม้พลวงเด่นและป่าเต็งรังผสมสน 6. ป่าเต็งรังที่มีไม้พลวงเด่น (Deciduous Dipterocarp with Pluang) เป็นลักษณะป่าเต็งรังส่วนใหญ่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้ ขึ้นอยู่ในพื้นที่ที่มีดินค่อนข้างลึก อาจเป็นดินทรายจัดหรือดินเหนียวปนทราย มีโครงสร้างของเรือนยอดทางด้านตั้งแบ่งได้เป็น 3 ชั้น ชั้นบนสุดมีความสูงอยู่ในช่วง 25-30 เมตร ไม้เด่นของชั้นนี้ได้แก่ไม้พลวง ขึ้นผสมอยู่กับไม้เต็ง รัง รกฟ้า ก่อแพะ ในบางพื้นที่อาจพบไม้เหียง ปรากฏอยู่ด้วย ในป่าที่ไม่ถูกรบกวนโดยมนุษย์ เรือนยอดค่อนข้างต่อเนื่องกัน แต่ปกติไม้ที่มีคุณค่าโดยเฉพาะไม้เต็งมักถูกลักลอบตัดออกไปทำให้เรือนยอดชั้นบนขาดออกจากกัน ก่อให้เกิดช่องว่างขึ้น ไม้ชั้นรองประกอบด้วยไม้ขนาดกลางมีความสูงประมาณ 18 เมตร ไม้สำคัญของเรือนยอดชั้นนี้ได้แก่ ตะคร้อ สารภี รักใหญ่ มะกอกเกลื้อน ตะโกพนม มะม่วงหัวแมงวัน และไม้ชั้นรองที่ปรากฏอยู่ในป่าผสมผลัดใบยกเว้นไผ่ ในชั้นไม้พุ่มมีความสูงไม่เกิน 5 เมตร ประกอบด้วย เหมือดจี้ มะดังแดง แสลงใจ หัวแหวน แข้งกวาง คนทา และผักหวาน นอกจากนี้ยังมี เป้ง ขึ้นกระจายทั่วไป พื้นป่าในช่วงฤดูฝนค่อนข้างรกทึบด้วยหญ้าและพืชล้มลุกมากมายชนิด เช่น หญ้าจาม หญ้าขน กกรังกา หญ้าหวาย แขมหลวง ข่าป่า หญ้ายายเภา เอื้องหมายนา สันดิน เปราะป่า ข่าลิง นางอั้วน้อย นางอั้ว ดอกดิน และพืชในสกุล Curcuma, Hibiscus, Cyperus และ Eriocaulon อีกหลายชนิด ป่าเต็งรังในสังคมย่อยนี้มีความหนาแน่นของไม้ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเกินกว่า 10 เซนติเมตรขึ้นไปประมาณ 455-1,226 ต้นต่อเฮกแตร์ ส่วนความหนาแน่นของไม้ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.5 เซนติเมตรขึ้นไป ซึ่งถือว่าพ้นจากการทำลายของไฟป่าแล้ว มีประมาณ 480-1,300 ต้นต่อเฮกแตร์ โดยมีพื้นที่หน้าตัดประมาณ 10-25 ตารางเมตรต่อเฮกแตร์ ไม้ที่มีค่าดัชนีความสำคัญสูง ได้แก่ รัง พลวง เต็ง มะกอกเกลื้อน ก่อแพะ และรกฟ้า สังคมย่อยเต็งรังผสมสน (Deciduous Dipterocarp with Pine) ส่วนใหญ่พบปรากฏอยู่บนยอดเขาสูง ปกติพบตั้งแต่ระดับความสูงประมาณ 600 เมตรขึ้นไปถึง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล สังคมพืชที่มีไม้สนของเมืองไทยอาจแบ่งได้เป็นสองสังคมย่อยคือ สังคมย่อยสนผสมก่อ และเต็งรังผสมสน ที่พบในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยเป็นสังคมย่อยชนิดหลัง ลักษณะโครงสร้างของสังคมย่อยเต็งรังผสมสน แบ่งเรือนยอดออกได้เป็น 3 ชั้น เรือนยอดชั้นบนสุดเป็นสนสองใบ ลักษณะเรือนยอดไม่ต่อเนื่องกระจายอยู่ห่างๆ เหนือเรือนยอดของไม้ในป่าเต็งรัง ส่วนใหญ่มีความสูงเกินกว่า 25 เมตรขึ้นไป ในบางจุดอาจพบไม้พลวง บางต้นที่สูงขึ้นมาผสมอยู่ในชั้นนี้ เรือนยอดชั้นรองมีความสูงประมาณ 15-20 เมตร เป็นเรือนยอดที่ค่อนข้างต่อเนื่องกันโดยตลอด พรรณไม้ในระดับนี้ประกอบด้วยไม้พลวงเป็นไม้เด่น ผสมด้วยเต็ง ก่อแพะ สมอไทย รักใหญ่ และไม้อื่นๆ ที่มีพบในป่าเต็งรังทั่วไป ส่วนเรือนยอดชั้นที่สามเป็นไม้พุ่มและไม้ขนาดเล็ก มีความสูงไม่เกิน 10 เมตร และเป็นพรรณไม้ที่ปรากฏในเรือนยอดชั้นรองของป่าเต็งรังทั่วไป พื้นป่าประกอบด้วยหญ้าและพืชล้มลุกเป็นส่วนใหญ่ แต่เนื่องจากใบสนที่สลายตัวช้าจึงมักมีความหนาแน่นของพื้นป่าน้อยกว่าป่าเต็งรัง ข้อมูลจากหมู่ไม้ตัวอย่างของสังคมพืชชนิดนี้ปรากฏว่า ไม้ใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเกินกว่า 10 เซนติเมตรขึ้นไป มีความหนาแน่น 280-540 ต้นต่อเฮกแตร์ ขึ้นอยู่กับความลึกและความสมบูรณ์ของดิน แต่เมื่อพิจารณาจำนวนต้นไม้ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 4.5 เซนติเมตรขึ้นไป ความหนาแน่นเพิ่มเป็น 550-700 ต้นต่อเฮกแตร์ มีพื้นที่หน้าตัดประมาณ 23-27 ตารางเมตรต่อเฮกแตร์ ไม้ที่มีดัชนีความสำคัญสูง ได้แก่ พลวง เต็ง สนสองใบ สมอไทย และรักใหญ่ 7. สังคมไร่ร้าง (Old Clearing and Shifting Cultivation Areas) ผลจากการทำลายป่าของชนกลุ่มน้อยโดยเฉพาะชนเผ่ากะเหรี่ยง มูเซอ และสั้ว ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบางส่วนและหมู่บ้านโดยรอบก่อให้เกิดสังคมพืชที่อยู่ในระหว่างการทดแทน (successional stage) หลายระดับด้วยกัน ความแปรผันของสังคมพืชที่อยู่ในระหว่างการทดแทนนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงในการทำลาย ช่วงเวลาที่ถูกทอดทิ้งไว้ และสังคมป่าดั้งเดิมก่อนถูกทำลาย ปกติชนเผ่ากะเหรี่ยงมักยึดพื้นที่ในท้องห้วยเพื่อการทำนาถาวร และทำการถางป่าเพื่อตกกล้าและปลูกข้าวไร่และพืชผักเสริมบริเวณลาดเขาชิดลำห้วย ส่วนชนเผ่ามูเซอ ยึดครองพื้นที่บนยอดเขาสูงในป่าดงดิบเขา ถางป่าบนลาดเนินเพื่อปลูกข้าวไร่และฝิ่น แต่ในปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นไร่กระหล่ำปลีเป็นส่วนใหญ่ มีการเปลี่ยนพื้นที่บ่อยครั้งเมื่อพื้นที่เดิมหมดความสมบูรณ์ สังคมพืชที่ขึ้นทดแทนในพื้นที่ถูกทำลายดังกล่าวที่ปรากฏมีหลายรูปแบบ ในพื้นที่ที่มีดินค่อนข้างเลวมากมักปกคลุมด้วยหญ้าคา เป็นพืชเด่น ภายใต้หญ้าคานี้อาจพบพืชอย่างอื่นผสมอยู่เช่น โชนใหญ่ เขมรเล็ก หญ้านิ้วหนู และเลา หากพื้นดินมีความชื้นมากขึ้นอาจพบสาบเสือเข้ามาผสมและในบางตอนอาจทำให้หญ้าคาหมดไป ส่วนไร่ร้างบริเวณริมลำห้วยหรือในหุบที่ชื้นจัดมักปกคลุมด้วยหญ้าพง เลา แขมหลวง และตองกง ในพื้นที่ที่ถูกทำลายไม่รุนแรงยังมีตอของไม้เดิมขึ้นอยู่ สังคมพืชก็จะปกคลุมด้วยไม้ที่แตกหน่อจากตอเดิม ผสมกับไม้ที่เป็นไม้เบิกนำของแถบนี้ เช่น มะเดื่อหอม ติ้วขาว โมกหลวง หว้า ลำพูป่า พังแพร และปอชนิดต่างๆ ในพื้นที่บางตอนโดยเฉพาะริมถนนปรากฏว่ามีไมยราบเครือ รุกล้ำเข้ามายึดครองทั่วไป และบริเวณริมลำห้วยชายน้ำปรากฏว่ามีไมยราบต้นขึ้นค่อนข้างหนาแน่น ไม้ทั้งสองชนิดนี้เป็นไม้ต่างถิ่นที่นำเข้ามาและเป็นประโยชน์ต่อสัตว์ป่าน้อย
ทรัพยากรสัตว์ป่า: เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยมีสัตว์ป่าที่สำคัญหลายชนิดทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ปีก และสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ เป็นจำนวนมาก จากการสำรวจพบ 1) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 43 ชนิดพันธุ์ 37 สกุล 21 วงศ์ ที่สำคัญได้แก่ กวางผา ช้างป่า เลียงผา วัวแดง กระทิง เสือโคร่ง เสือดาว หมีควาย เสือไฟ หมีหมา หมาใน ลิงลม ค่างแว่นถิ่นเหนือ ชะนีมือขาว และลิ่นใหญ่ ฯลฯ จากระดับความมากน้อย (Degree of Abundance) ที่ประเมินได้จากการศึกษาในพื้นที่ โดยพิจารณาจากความบ่อยครั้งที่พบ สภาพร่องรอยที่ปรากฏ และข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ พบว่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้มีแนวโน้มว่า สัตว์ที่มีเกณฑ์ประชากรอยู่ในระดับที่พบมาก มีน้อยมากเพียง 9 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 20.9 ส่วนใหญ่เป็นสัตว์ขนาดเล็กและเป็นสัตว์ที่ปรับตัวได้ค่อนข้างดี สามารถเลือกใช้อาหารและถิ่นอาศัยได้หลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น กระแตธรรมดา กระรอกท้องแดง กระจ้อน และแมวดาว สัตว์ที่พบระดับปานกลาง มีอยู่ 19 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 44.2 และสัตว์ที่พบน้อยมีอยู่ 15 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 34.9 สัตว์ทั้ง 2 กลุ่มนี้มักเป็นสัตว์ขนาดใหญ่และขนาดกลางซึ่งมีประชากรอยู่ไม่มากและพบอาศัยอยู่ในพื้นที่เป็นป่า ได้แก่ ป่าผสมผลัดใบ ป่าเต็งรัง และป่าดงดิบเขา โดยหลีกเลี่ยงจากบริเวณที่มีกิจกรรมของมนุษย์ เช่น พื้นที่เกษตรกรรม แนวถนน และที่ตั้งหมู่บ้าน 2) นก 181 ชนิดพันธุ์ 125 สกุล 47 วงศ์ ที่สำคัญได้แก่ ไก่ฟ้าหลังเทา ไก่ฟ้าหลังขาว นกยูง นกแว่นสีเทา นกเก๊ก นกเงือก นกเงือกกรามช้าง นกอินทรีดำ และเหยี่ยวเพเรกริน นอกจากนี้ยังพบนกที่มีความสวยงาม และควรค่าแก่การอนุรักษ์ โดยเฉพาะนกขุนทอง และนกในวงศ์แก้ว ฯลฯ ชนิดนกที่พบในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นนกประจำถิ่น ได้แก่ นกกระสานวล นกกระแตแต้แว๊ด เหยี่ยวแดง ซึ่งพบ หากินตามแหล่งน้ำใหญ่ตลอดแนวลำน้ำปิง และนกป่าขนาดเล็กอีกหลายชนิด ชนิดที่น่าสนใจและควรกล่าวถึงคือ นกภูหงอนพม่า ได้รับการบันทึกว่าเป็นนกที่พบในประเทศไทยครั้งแรกโดย Round (1983) โดยพบเพียง 1 ตัว บนดอยม่อนจอง และอาจเป็นนกอพยพ แต่จากการพบนกภูหงอนพม่าในบริเวณป่าดิบเขาบนดอยม่อนจอง ในเขตอำเภอสามเงา จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2534 ได้พบนกชนิดนี้จำนวน 3 ตัว เป็นนกที่โตเต็มวัย 2 ตัว กำลังคาบเหยื่อมาป้อนลูก ซึ่งแสดงให้เห็นว่านกดังกล่าวเป็นนกประจำถิ่นที่มีการสร้างรังวางไข่ในพื้นที่ด้วย ส่วนนกอพยพที่เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ช่วงฤดูหนาว พบอยู่น้อยชนิด เช่น เป็ดลาย และเป็ดแดง ซึ่งเคยพบมากบริเวณชายแหล่งน้ำใกล้ดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ แต่ในช่วงหลังนี้พบน้อยลงเนื่องจากแหล่งน้ำดังกล่าวซึ่งเคยกว้างถึง 4 กิโลเมตร ลดระดับลงกลายเป็นแนวแม่น้ำไม่กว้างมากเหมือนในอดีต นอกจากนั้นยังพบสมาชิกในวงศ์นกเด้าลม นกกระจ้อยวงตาสีทอง นกกระจี๊ดต่างๆ และนกพงปากหนา จากจำนวนนกที่ทราบทั้งหมด 181 ชนิด พบอยู่จำนวน 9 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 4.4 จัดเป็นชนิดที่ถูกคุกคามและกำลังจะกลายเป็นสัตว์ที่กำลังจะสูญพันธุ์ ได้แก่ นกอินทรีดำ นกลุมพู นกเงือกกรามช้าง นกกาฮัง ไก่ฟ้าหลังเทา นกยูง ไก่ฟ้าหลังขาว นกแว่นสีเทา และยังมีเหยี่ยวเพเรกรินที่กำลังจะสูญพันธุ์ พบบินร่อนในบริเวณใกล้หน้าผาหินที่สูงชันของ ดอยม่อนจอง สภาพความมากน้อยของนกที่ประเมินได้โดยจำแนกออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับที่พบเห็นได้น้อย ระดับปานกลาง และระดับที่พบได้ค่อนข้างบ่อยมาก พบว่าในพื้นที่มีจำนวนชนิดนกที่แตกต่างกัน เป็นจำนวน 60, 85 และ 36 ชนิด ตามลำดับ โดยคิดเป็นร้อยละ 33.1, 47.0 และ 19.9 ของชนิดนกที่พบทั้งหมด รวม 181 ชนิด ซึ่งจะเห็นได้ว่าจำนวนนกส่วนใหญ่ถึง 4 ใน 5 มีจำนวนไม่มากและพบได้ไม่บ่อยครั้ง 3) สัตว์เลื้อยคลาน 31 ชนิดพันธุ์ 25 สกุล 11 วงศ์ ที่สำคัญได้แก่ ตะกวด กิ้งก่าหนามไหล่แถบ งูสิง งูทางมะพร้าว งูสามเหลี่ยม ตะพาบน้ำ และเต่าเหลืองฯลฯ ระดับความมากน้อยของสัตว์เลื้อยคลานประเมินได้ค่อนข้างยากกว่าสัตว์ปีก และสัตว์ป่าเลี้ยงลูกด้วยนม เนื่องจากความถี่ของการพบเห็นและชนิดสัตว์ในสกุลและวงศ์เดียวกันมีน้อยชนิด อย่างไรก็ตามการประเมินได้ในขั้นนี้นับเป็นเพียงพื้นฐานการเปรียบเทียบเท่านั้น จำนวนชนิดของสัตว์ที่พบน้อยมี 8 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 25.8 ชนิดที่พบปานกลาง 17 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 54.8 และพบมาก 6 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 19.4 การได้รับความคุ้มครองจากการกำหนดสถานภาพตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 พบว่าเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองรวม 7 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 22.6 ได้แก่ กิ้งก่าหัวสีน้ำเงิน กิ้งก่าหัวสีแดง งูเหลือม งูทางมะพร้าว และที่เหลืออีก 24 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 77.4 เป็นสัตว์ที่มิได้รับการกำหนดสถานภาพตาม พ.ร.บ. แต่ได้รับการคุ้มครองเนื่องจากอาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า สถานภาพปัจจุบันของสัตว์เลื้อยคลานที่พบ ไม่มีชนิดใดที่ตกอยู่ในสภาวะเป็นสัตว์ที่กำลังจะสูญพันธุ์ หรือเป็นสัตว์ที่ถูกคุกคามกำลังจะกลายเป็นสัตว์ที่กำลังจะสูญพันธุ์ 4) สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 13 ชนิดพันธุ์ 7 สกุล 4 วงศ์ ที่สำคัญ ได้แก่ กบทูต คางคกเล็ก และเขียดหนองฯลฯ ชนิดที่พบเห็นในระหว่างการศึกษาประกอบด้วย เขียดหนองหรือกบบัว ซึ่งพบเห็นปรากฏอยู่ทั่วไปในพื้นที่ เขียดท้ายทอยดำ ปาด อึ่งอิ๊ดขาเหลือง อึ่งอิ๊ดหลังลาย คางคกบ้าน และคางคกเล็ก ซึ่งชนิดหลังนี้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ส่วนชนิดอื่นๆ ทั้งที่ได้กล่าวมาแล้วและยังมิได้กล่าวถึงรวมทั้งหมด 12 ชนิด มิได้รับการกำหนดสถานภาพแต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจากยังเป็นสัตว์ที่พบเห็นได้ง่ายและยังมีประชากรพบปรากฏอยู่ทั่วไปในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ จากการพิจารณาระดับความมากน้อยของสัตว์ประเภทนี้ พบว่า สัตว์ที่พบเห็นน้อย มี 2 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 15.4 พบปานกลางมีจำนวนมากถึง 8 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 61.5 และที่พบมากมี 3 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 23.1 ได้แก่ เขียดหนอง เขียดท้ายทอยดำ และอึ่งอิ๊ดหลังลาย อย่างไรก็ตามจำนวนชนิด และความรู้ที่ทราบเกี่ยวกับสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกในพื้นที่ยังนับว่ามีอยู่น้อยมาก และมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่จะพบชนิดอื่นๆ อีก เช่น กบทูด ซึ่งพบในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่นซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกัน น่าที่จะพบในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ด้วยเช่นกัน 5) ปลาน้ำจืด 94 ชนิดพันธุ์ 56สกุล 24วงศ์ ได้แก่ ปลาแก้มช้ำ ปลากระแห ปลากา ปลากระมัง ปลาสร้อยลูกกล้วย ปลาสร้อยขาว ปลาชอนทราย ปลาสังกะวาด ปลาช่อน และปลาหมอเทศฯลฯ ชนิดปลาต่างถิ่นซึ่งมิได้เป็นปลาดั้งเดิมในลุ่มน้ำปิงที่พบ มี 4 ชนิด ประกอบด้วย ปลาหมอเทศ ปลานิล ปลายี่สกเทศจากต่างประเทศ และปลาบึก ซึ่งเป็นลูกปลาที่ได้จากการผสมเทียมโดยกรมประมงได้นำมาปล่อยในอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล ปัจจุบันราษฎรในแถบนี้สามารถจับปลาบึก ซึ่งมีแถบเครื่องหมายของกรมประมงได้หลายตัว อาศัยการประเมินระดับความมากน้อยของปลาที่พบ สามารถจำแนกเป็นปลาที่พบค่อนข้างมาก 15 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 16.0 ของชนิดปลาทั้งหมด ชนิดที่พบในระดับปานกลางมีอยู่เป็นจำนวน 36 ชนิด (ร้อยละ 38.3) และที่พบน้อยมากมีอยู่ 43 ชนิด (ร้อยละ 45.7) จากจำนวน 40 ชนิดดังกล่าว ปลาหางไหม้ ตามที่ Smith (1945) ได้รายงานว่าพบที่แม่น้ำปิง จังหวัดเชียงใหม่ จัดเป็นปลาที่ได้รับความนิยมเลี้ยงเป็นปลาตู้ที่สวยงามกันอย่างแพร่หลาย ปัจจุบันไม่มีรายงานที่กล่าวถึงการพบปลาชนิดนี้ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล คาดว่าอาจจะหมดไปจากแหล่งน้ำแห่งนี้แล้ว

  • ข้อมูลทั่วไป
 
ลักษณะของชุมชนในพื้นที่: เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย กำหนดบริเวณที่ดินป่าอมก๋อย ในท้องที่ยางเปียง ตำบลม่อนจอง อำเภออมก๋อย ตำบลมืดกา อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ตำบลบ้านนา อำเภอสามเงา จังหวัดตาก และบริเวณที่ดินป่าแม่ตื่น ในท้องที่ตำบลแม่ตื่น ตำบลสามหมื่น อำเภอแม่ระมาด ตำบลบ้านนา อำเภอสามเงา จังหวัดตาก พื้นที่รับผิดชอบ 765,000 ไร่ หรือ 1,224 ตารางกิโลเมตร พื้นที่รับผิดชอบอยู่ในแผนที่สภาพภูมิประเทศ มาตราส่วน 1:50,000 หมายเลขระวาง 4644 II, 4644 I, 4744 IV, 4744 III, 4643 I, 4743 IV มีอาณาเขตติดต่อดังนี้ ทิศเหนือ จดห้วยแม่เฮดและแม่ลาย ตำบลมือกา อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ทิศใต้ จดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น ตำบลสามหมื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ทิศตะวันออก จดแม่น้ำปิงและแนวเขตอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ตำบลบ้านนา อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ทิศตะวันตก จดห้วยยางครกหลวง และลำน้ำแม่ตื่น ตำบลแม่ตื่น อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
การคมนาคม: การเดินทางสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยสามารถเดินทางโดยรถยนต์จากเชียงใหม่ไปตามทางหลวงหมายเลข 108 (เชียงใหม่-ฮอด) ถึงอำเภอฮอดแล้วเดินทางตามทางหลวงหมายเลข 108 (ฮอด-แม่สะเรียง) จากอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เดินทางต่อไปอีกเป็นระยะทาง 39 กิโลเมตร จะถึงทางแยกซ้ายสู่อำเภออมก๋อยโดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1099 เป็นระยะทาง 115 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย
ที่ตั้ง: เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย กำหนดบริเวณที่ดินป่าอมก๋อย ในท้องที่ยางเปียง ตำบลม่อนจอง อำเภออมก๋อย ตำบลมืดกา อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ตำบลบ้านนา อำเภอสามเงา จังหวัดตาก และบริเวณที่ดินป่าแม่ตื่น ในท้องที่ตำบลแม่ตื่น ตำบลสามหมื่น อำเภอแม่ระมาด ตำบลบ้านนา อำเภอสามเงา จังหวัดตาก พื้นที่รับผิดชอบ 765,000 ไร่ หรือ 1,224 ตารางกิโลเมตร พื้นที่รับผิดชอบอยู่ในแผนที่สภาพภูมิประเทศ มาตราส่วน 1:50,000 หมายเลขระวาง 4644 II, 4644 I, 4744 IV, 4744 III, 4643 I, 4743 IV
สถานที่ติดต่อ: สำนักงานป่าไม้จังหวัดเชียงใหม่ ถนนเจริญประเทศ ตำบลช้างคลาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50000
ข้อมูลเพิ่มเติม:

พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตรักษาธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย
หมายเหตุ:





Copyrights 2006 :: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ::