47. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง
โตนงาช้าง00.jpg
47. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง

ประวัติความเป็นมา:
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง เดิมเคยเป็นพื้นที่ที่ถูกปิดกั้นเนื่องจากการผันผวนทางการเมือง ทำให้เกิดการต่อสู้ระหว่างลัทธิขึ้นมาจนทำให้ไม่สามารถเข้าสู่พื้นที่ได้ เป็นเวลานานจนกระทั่งปี พ.ศ. 2519 กรมป่าไม้โดยกองอนุรักษ์สัตว์ป่าได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจ ซึ่งผลการสำรวจพิจารณาแล้วเห็นว่าป่า โตนงาช้างเป็นป่าผืนใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด อีกทั้งยังเป็นป่าต้นน้ำลำธารหลายสายที่หล่อเลี้ยงพื้นที่ราบลุ่มทะเลสาบสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียง ดังนั้น เพื่อควบคุมดูแลรักษาธรรมชาติด้านสัตว์ป่า ป่าไม้ แหล่งน้ำ แหล่งอาหาร ตลอดจนสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอันมีความสำคัญของสัตว์ป่า กรมป่าไม้โดยกองอนุรักษ์สัตว์ป่า เมื่อปี พ.ศ. 2521 โดยได้มีการประกาศจัดตั้งตามพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าโตนงาช้าง ในท้องที่ตำบลท่าชะมวง อำเภอรัตภูมิ ตำบลฉลุง ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาและตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง ณ วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2521 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 95 ตอนที่ 71 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2521 และต่อมาในปี พ.ศ. 2529 ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้เพิกถอนพื้นที่บางส่วนของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง ในท้องที่ ตำบลเขาพระ ให้กับองค์การโทรศัพท์ เพื่อก่อสร้างระบบโทรศัพท์ทางไกล เนื้อที่ 28.62 ไร่ เหลือพื้นที่เขตฯ ประมาณ 113,721.38 ไร่ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 103 ตอนที่ 235 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2529

ประกาศในราชกิจจานุเบกษา:31/12/2529[103/235]
  • ข้อมูลด้านกายภาพ:
 
พื้นที่: 113721  ไร่
ภูมิประเทศ: เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง มีสภาพลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นเทือกเขาที่สลับซับซ้อนของเทือกเขาบรรทัด มียอดเขาที่สูงที่สุด 932 เมตร จากระดับน้ำทะเล ปานกลางมีบางส่วนรอบนอกทางทิศตะวันออก มีลักษณะเป็นหน้าผา สูงชัน จากลักษณะภูมิประเทศประกอบกับสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ปกคลุมพื้นที่ทำให้พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญหลายสายที่ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา ได้แก่ คลองโตนงาช้าง คลองโตนปลิว คลองลำแสง คลองบริพัตร คลองดุสน คลองต่ำ จากลักษณะพื้นที่สลับซับซ้อนลดหลั่นของพื้นที่ ทำให้เกิดสภาพน้ำตกที่สวยงามและเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ได้แก่ น้ำตกโตนงาช้าง น้ำตกโตนปลิว น้ำตกบริพัตร น้ำตกคลองลำแสง และน้ำตกปาหนัน
ภูมิอากาศ: พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้างตั้งอยู่บนคาบสมุทร โดยตั้งเข้ามาจากชายฝั่งทะเลทางด้าน อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนมีสภาพพืชพรรณปกคลุม โดยส่วนมากเป็นป่าดงดิบสมบูรณ์ พื้นที่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมที่พัดผ่านเด่นชัด คือ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่พัดพาเอาความชื้นมาจากทะเลชายฝั่งอันดามันทำให้มีฝนตกชุกและอากาศชุ่มชื้น และยังได้รับผลกระทบจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดเอาความหนาวเย็นและไอน้ำจากอ่าวไทยมาสู่พื้นที่ ทำให้มีฤดูกาลของพื้นที่ที่ชัดเจน 2 ฤดูกาล ได้แก่ ฤดูฝนซึ่งอยู่ในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม โดยเฉพาะเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคมจะเป็นช่วงที่มีฝนตกชุกที่สุด และฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธุ์ถึงเมษายน ค่าอุณหภูมิของพื้นที่โดยรวมแต่ละเดือนของรอบปีมีค่าค่อนข้างสูง โดยในช่วงฤดูร้อนอากาศจะแห้งและร้อนอบอ้าวกว่าความชื้นสัมพัทธ์สูงสุดกว่าในฤดูหนาว และสูงชันเรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ค่าความชื้นสัมพัทธ์สูงสุดเฉลี่ยในเดือนตุลาคม และค่าความชื้นสัมพัทธ์ต่ำสุดเฉลี่ยในเดือนกุมภาพันธ์
ธรณีวิทยา: ลักษณะทางธรณีวิทยา ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง ประกอบไปด้วยหินอัคนี หินชั้นและ หินแปร ได้แก่ หินปูน หินดินดาน หินทราย หินไบโอไทต์ มัสโคไวท์ ทัวร์มาลีน และแกรนิต สำหรับหินปูนซึ่งปรากฏเป็นส่วนใหญ่ของพื้นที่เป็นหินชุดทุ่งสง เป็นหินปูนที่มีสีแตกต่างกัน ตั้งแต่สีเทาถึงสีเทาดำและสีชมพู โดยเนื้อหินจะมีเนื้อดินและหินดินดานแทรกสลับ นอกจากนี้ยังมีหินดินดานและหินทรายชุดแก่งกระจาน หน่วยหินบ้านพรุชบา มีลักษณะเป็นหินสีเทาดำ จนถึงสีเขียวแกมเทามีลายชั้นบางและรอยแตกเป็นกาบบางแห่งมี หินชนวน หินฮอร์นเฟล และหินควอร์ไทต์สีดำ จนถึงสีเขียวแกมเทาดำและนอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยตะกอนตะพักลุ่มแม่น้ำประเภท กรวดทราย ทรายแป้ง ดินตะกอนเชิงเขาและดินแลง ลักษณะทางปฐพีวิทยา จากการรวบรวมผลและการสำรวจพบว่า ดินในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้างประกอบไปด้วยดิน 2 ชนิดหลัก ได้แก่ หน่วยสัมพันธ์ของดินชุดระนอง/ดินชุดพะโต๊ะ/ดินชุดทุ่งหว้าและอีกชนิด ได้แก่ ที่ลาดเชิงซ้อน หน่วยสัมพันธ์ของดินชุดระนอง/ดินชุดพะโต๊ะ/ดินชุดทุ่งหว้า เป็นหน่วยดินที่รวมกันอยู่ โดยเกิดขึ้นในภูมิประเทศที่ติดต่อกัน ไม่สามารถแยกขอบเขตของดิน แต่ละชนิดออกจากกันได้ ดินแต่ละชุดมีลักษณะดังนี้ 1. ดินชุดระนอง จัดอยู่ ใน greatsoiigroup:Red Yellow Padzoiic Soilo เป็นดินที่เกิดจากการผุพังสลายตัวของวัตถุตกค้าง หินดินดานเชิงเขาของพวกหินทรายและหินควอร์ทไซต์ บนที่ลาดเชิงเขามีความลาดชัน 6-20 เปอร์เซ็นต์ เป็นดินตื้นมีการระบายน้ำดี ความสามารถในการให้น้ำซึมผ่านได้ปานกลาง ดินชุดนี้ไม่มีความเหมาะสมสำหรับการปลูกพืชเศรษฐกิจทั่วไป ทั้งนี้เนื่องจากดินมีข้อขีดคั่นที่จำกัด การเจริญเติบโตของพืชในระดับรุนแรง 2 ชนิด คือ บริเวณผิวหน้าดินช่วงชันความลึก 0-25 เซนติเมตร จากผิวหน้าดิน มีชั้นวัตถุที่อัดตัวแน่นพวกหินดินดานเชิงเขา หินทราย และหินควอร์ทไซต์ซึ่งยากต่อการชอนไชของรากพืช และมีปริมาณก้อนหินมากกว่า 75 % โดยปริมาตร นอกจากนั้นยังมีการระบายน้ำที่มากเกินไป 2. ดินชุดพะโต๊ะ จัดอยู่ใน greatsoilgroup:Red Yellow Podroiic soils เป็นดินที่เกิดจากการสลายตัวของหินดินดานเชิงเขา หรือวัตถุตกค้างของหินทรายและหินควอร์ทไซต์ บนที่ลาดเชิงเขา หรือเนินเขาที่ถูกกัดกร่อน สภาพพื้นที่เป็นลูกคลื่นให้น้ำซึมผ่านได้เร็ว ดินชุดนี้มีความเหมาะสมเพียงเล็กน้อย สำหรับการปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นใด ยกเว้นข้าวซึ่งไม่มีความเหมาะสม ทั้งนี้ดินชุดนี้เป็นดินที่มีขีดคั่นในการ จำกัดการเจริญเติบโตของพืชในระดับปานกลาง 1 ชนิด ได้แก่ การระบายน้ำที่ค่อนข้างมากและมีข้อขีดคั่นที่จำกัดการเจริญเติบโต 2 ชนิด คือ ดินที่มีความลาดเทค่อนข้างสูง ซึ่งจะง่ายต่อการถูกชะล้างพังทลายและชั้นวัตถุอัดตัวแน่น พวกหินดินดาน หินทราย หินควอร์ทไซต์ ในช่วงความลึก 75-100 เซนติเมตร จากผิวหน้าดิน ซึ่งยากต่อการชอนไชของรากพืช 3. ดินชุดทุ่งหว้า จัดอยู่ใน greatsoilgroup:Gray Podzolic soils เป็นดินที่เกิดจากวัตถุเคลื่อนย้าย พวกหินแกรนิตบนที่ลาดเชิงเขา สภาพพื้นที่มีลักษณะเป็นลูกคลื่นลอนชันเล็กน้อย มีความลาดชัน 3-7 % เป็นดินลึกถึงลึกมากมีการระบายน้ำดี ดินมีความสามารถในการให้น้ำซึมผ่านได้เร็ว ดินชุดนี้มีขีดคั่นที่จำกัดความเจริญเติบโตของพืชในระดับปานกลาง 1 ชนิด คือ ดินชนิดนี้มีการระบายน้ำค่อนข้างมาก ทำให้ดินนี้มีความเหมาะสมสำหรับการปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน โกโก้ ลางสาด เงาะ ชมพู่ มังคุด และมะพร้าว มีความเหมาะสมเพียงเล็กน้อย สำหรับการปลูก ขนุน ทุเรียน กระท้อน ส้ม กาแฟ สับปะรด มะม่วงหิมพานต์ และทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ดินที่ลาดเชิงซ้อน ประกอบด้วยภูเขาและเทือกเขา ซึ่งมีความลาดชันของพื้นที่มากกว่า 30 % ดินเกิดจากการสลายตัวของหินหลายชนิดปนกัน มีทั้งดินสักและดินตื้น บางแห่งมีก้อนกรวดปะปนอยู่ในเนื้อดิน ดินนี้ใช้ประโยชน์สำหรับการปลูกป่าไม้

 
น้ำตกโตนปลิว
น้ำตกโตนปลิว

 
  • ข้อมูลด้านชีวภาพ
 
ทรัพยากรป่าไม้: เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง ปกคลุมด้วยป่าดิบชื้น ซึ่งสามารถกำหนดลักษณะของป่าตามความสูงของพื้นที่จากระดับน้ำทะเลปานกลางได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ ก. ป่าดิบชื้นในพื้นที่ต่ำ หมายถึง ป่าที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ราบและอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณไม่เกิน 300 เมตร พืชพรรณไม้หลากหลายชนิดขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น มีเรือนยอดของไม้ยืนต้น ขนาดใหญ่ที่ขึ้นลดหลั่นกันเป็น 3 ระดับชั้น ไม้ยืนต้นที่มีเรือนยอดสูงที่สุดเป็นลำดับที่ 1 เป็นสังคมของไม้ยางในที่ราบต่ำ มีความสูงจากเรือนยอดมากกว่า 30 เมตร ขึ้นไป เช่น กระบาก ปีก ไข่เขียว ตะเคียนทอง ยางวาด ยางยูง พยอม สยา มะคะ และเรียง ไม้ยืนต้นที่มีความสูงของระดับเรือนยอดรองลงมา คือ ความสูงระหว่าง 15-30 เมตรเช่น เอาะ มะหาดรุม ขนุนปาน ทุ้งฟ้า พันต้นหรือทะโล้ มะม่วง นากบุด สะท้อน ขนาน ยูจวง เลือดควาย ตูมพระ ข้าวเม่าเหล็ก โก สุเหรียน กาแซะ ยางแรดหรือขี้หนอนควาย ส้านใหญ่ ส้านประ หลาวชะโอนเขา และก่อชนิดต่างๆ เช่น ก่อรุก และก่อข้าว เป็นต้นไม้ยืนต้นชั้นรองลงมาเป็นลำดับที่ 3 มีเรือนยอดสูงตั้งแต่ 5 เมตร แต่ไม่เกิน 15 เมตร เช่น วา ไข่เน่า ยอป่า เนียง แต้ว สมุยหอม ตะแบก มะไฟกา ชุมแสง ชมพู่น้ำ ข่อยหนาม เชียด พลับพลา และพืชในวงศ์ปาล์ม เช่น เต่าร้าง หมากงาช้าง หมากพน และหมากเขียว เป็นต้น ไม้เถาเลื้อยที่สำคัญ คือ หวายชนิดต่างๆ เช่น หวายเล็ก หวายพน ขนหนอน หวายแดง และหวายข้อลึก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีไม้เถาอีกหลายชนิดเช่น เมื่อยหรือมะม่วย เตยย่าน ชงโคย่าน และคุยชนิดต่างๆ พืชชั้นล่างนอกจากลูกไม้ต่างๆ แล้วประกอบไปด้วยพรรณไม้พุ่ม และพืชล้มลุกหลายชนิด เช่น กะตังใบ พลองชนิดต่างๆ นกนอนและเข็มป่า พืชในวงศ์ขิงข่า เช่น ปุดช้างหรือปุดใหญ่พวกกระชายป่าต่างๆ พวกเปราะชนิดต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพืชในวงศ์บอนและเฟิร์นชนิดต่างๆ เช่น ว่าน กีบแรด และเฟิร์นแผง หรือพ่อค้าตีเมีย ชนิดต่างๆ ข. ป่าดิบชื้นเชิงเขา ป่าดิบชื้นเชิงเขาที่พบในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง เป็นป่าที่ขึ้นอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางมากกว่า 300 เมตร ขึ้นไปแต่ไม่เกิน 700 เมตร มีลักษณะโครงสร้างของป่าคล้ายป่าดิบชื้นที่เกิดในพื้นที่ต่ำ แต่มักจะมีชนิดพรรณพืชแตกต่างกันออกไป และจำนวนชนิดของพรรณไม้ที่น้อยกว่า ด้วยไม้ยืนต้นที่มีความสูงของเรือนยอดเกินกว่า 30 เมตร ขึ้นไปส่วนใหญ่เป็นไม้ในวงศ์ยาง ฉะนั้นป่าชนิดนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นยางเชิงเขา พรรณไม้สำคัญ คือ ยางปายหรือยางขน และยางเสี้ยน ไม้ยืนต้นที่ชั้นของเรือนยอดรองลงมามีเรือนยอดสูงตั้งแต่ 15 เมตร ถึง 30 เมตร เช่น พญาไม้ ขุนไม้ ก่อบ้าน ก่อเล็ก สังเกียด หลาวชะโอนเขา อ้ายบ่าว นากบุด และสักเขา เป็นต้น ไม้ยืนต้นที่มีเรือนยอดชั้นรองลงมาเป็นอันดับที่สาม มีเรือนยอดที่สูงตั้งแต่ 5 เมตรแต่ไม่เกิน 15 เมตร ไม้ในสกุลพลอง เหมือด หว้าและชมพู่ป่าและมะพลับ หรือดำดง เป็นต้น ไม้เถาเลื้อย เช่น มะม่วย หวายปู่เจ้า หวายขี้ไก่ หวายขี้ผึ้ง หวายขี้เสี้ยน และหวายแซ่ม้า เป็นต้น ไม้พุ่มและพืชคลุมดิน ส่วนใหญ่เป็นพืชในสกุลพลอง พืชในวงศ์อังกาย พืชในวงศ์บอน และพืชพวกเฟิร์น หลายชนิดรวมทั้ง มหาดดำหรือเฟิร์นต้น ป่าดิบเขา ป่าดิบเขาที่พบในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง เป็นป่าที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางตั้งแต่ 750 เมตร ขึ้นไป พื้นที่ในระดับน้ำมีเมฆหมอกครึ้ม อากาศชื้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดชนิดพรรณพืชที่ขึ้นจากป่าดิบชื้นทั้งสองชนิด ไม้ยืนต้นที่มีความสูงของเรือนยอดค่อนข้างสม่ำเสมอกัน คือสูงตั้งแต่ 8-15 เมตร ลำต้นมีพืชพวกมอสและเฟิร์นเกาะอาศัยอยู่มาก ไม้ยืนต้นที่สำคัญ เช่น เหมือด ดีงู เอียน ไม้สกุลเชียด อบเชย กำยาน ก่อเขาและก่อใบเอียด เป็นต้น ไม้พุ่มเป็นพืชในสกุลตาเป็ดตาไก่ เนียมอ้ม เคลง และพืชในสกุลมะเรเขา ไม้เถาเลื้อยในระดับนี้มีน้อยชนิดที่สำคัญ คือ หวายปู่เจ้าและหวายแซ่ม้า
ทรัพยากรสัตว์ป่า: สัตว์ป่าจัดเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญควบคู่กับทรัพยากรป่าไม้ มีความสัมพันธ์ใกล้เคียงกับสภาพพรรณพืชในแต่ละบริเวณ ดังนั้นความหลากหลายชนิดและความชุกชุมของประชากรสัตว์ป่าจะขึ้นอยู่ กับแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมต่อการดำรงชีพของสัตว์ป่าชนิดนั้น การสำรวจทรัพยากรสัตว์ป่าในบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง เพื่อใช้ประกอบในการจัดทำแผนแม่บทฯ ได้ทำการสำรวจสัตว์ป่า ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มได้แก่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม สัตว์จำพวกนก สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน การสำรวจใช้วิธีการสำรวจโดยตรงโดยใช้วิธีที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละกลุ่มของสัตว์ป่า และการสำรวจโดยอ้อม โดยการสอบถามจากบุคคลที่อยู่ในบริเวณที่ดำเนินการสำรวจพบ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม มี 85 ชนิด จาก 27 วงศ์ 10 อันดับ วงศ์กระรอกมีจำนวน 15 ชนิดรองลงมา ได้แก่ วงศ์ชะมด วงศ์ค้างคาวกินผลไม้ มีจำนวน 9 และ 8 ชนิด ตามลำดับ ค้างคาวมี 5 วงศ์ 18 ชนิดในบรรดาค้างคาวกินผลไม้ประกอบไปด้วยค้างคาวขอบหูขาว 3 ชนิด ค้างคาวขอบหูดำมี 1 ชนิด ค้างคาวหน้ายาว 1 ชนิด ค้างคาวเล็บกุด 1 ชนิด กระรอก 4 ชนิด กระรอกหางม้า 3 ชนิด พญากระรอกบิน 2 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดใหญ่ที่ได้ถูกประกาศไว้ในบัญชีสัตว์สงวน ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 จำนวนสองชนิด ได้แก่ สมเสร็จ และเลียงผา นอกจากสัตว์ที่เป็นสัตว์ป่าสงวนแล้วยังมีสัตว์ป่าชนิดที่หายากอีกหลายชนิด อาทิ เช่น ช้างป่า เสือโคร่ง เสือลายเมฆ ลิงกัง สัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์จำนวน 13 ชนิด ได้แก่ ชะนีมือขาว กระรอกหางม้าใหญ่ ชะมดแปลงลายแถบ อีเห็นลายพาด เสือลายเมฆ เป็นต้น สัตว์จำพวกนก ที่สำรวจพบในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้างมีจำนวน 209 ชนิด ใน 42 วงศ์ ส่วนใหญ่เป็นชนิดที่พบเห็นจากการสำรวจโดยตรงในจำนวนนี้นกในวงศ์นกปรอด วงศ์นกกระจิบและวงศ์นกกินปลี นกโพระดกพบจำนวน 8 ชนิด ส่วนวงศ์ที่พบจำนวน 7 ชนิด มี 2 วงศ์ ได้แก่ วงศ์นกกางเขนน้อย และวงศ์นกกางเขน วงศ์ที่พบจำนวน 6 ชนิด มี 4 วงศ์ ได้แก่ วงศ์นกเหยี่ยว วงศ์นกกระเต็น วงศ์นกเงือก และวงศ์นกกาฝาก วงศ์ที่พบนก 5 ชนิด มีจำนวน 3 วงศ์ ได้แก่ วงศ์นกแอ่น วงศ์นกขมิ้นน้อย และวงศ์นกแซงแซว วงศ์ที่พบนก 3 ชนิด มี 8 วงศ์ ได้แก่ วงศ์ไก่ป่า วงศ์นกเขา วงศ์นกหก วงศ์นกขุนแผน วงศ์นกแสก วงศ์นกจาบค้า วงศ์นกกา วงศ์นกกะติ๊ด วงศ์ที่พบนกสองชนิดมี 7 วงศ์ ได้แก่ วงศ์นกแต้วแล้ว วงศ์นกแอ่นฟ้า วงศ์นกเด้าลม วงศ์นกอีเสือ วงศ์นกขมิ้น วงศ์นกขุนทองและวงศ์นกนางแอ่น ส่วนวงศ์ที่พบนก 1 ชนิด มี 9 วงศ์ ได้แก่ วงศ์นกยาง วงศ์เยี่ยวปีกแหลม วงศ์นกคุ่ม วงศ์นกปากกบ วงศ์นกตะขาบ วงศ์นกเขียวคราม วงศ์นกติ๊ด วงศ์นกไต่ไม้ และวงศ์นกแว่นตาขาว ในจำนวนที่สำรวจพบมีสภาพที่ใกล้จะสูญพันธุ์อยู่ 4 ชนิด ได้แก่ ไก่ฟ้าหน้าเขียว นกเงือกหัวหงอก นกเงือกดำ และนกชนหิน สัตว์เลื้อยคลาน มี 43 ชนิด ใน 10 วงศ์ กลุ่มตุ๊กแก กิ้งก่า และจิ้งเหลน มีจำนวน 4 วงศ์ 20 ชนิด กลุ่มเต่าและตะพาบมีจำนวน 3 วงศ์ 8 ชนิด ส่วนกลุ่มงูต่างๆ มีจำนวน 4 วงศ์ 15 ชนิด กลุ่มสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มีจำนวน 18 ชนิด ใน 5 วงศ์ วงศ์ที่พบจำนวนชนิดที่มากที่สุดคือ วงศ์กบต่างๆ ซึ่งพบ 7 ชนิด โดยส่วนใหญ่อยู่ในสกุล Rana จำนวน 6 ชนิด วงศ์ที่มีรองลงมาคือ วงศ์อึ่งต่างๆ มีจำนวน 6 ชนิดวงศ์ที่มีรองลงไป ได้แก่ วงศ์คางคก 3 ชนิด วงศ์อึ่งกรายและวงศ์ปาดโลกเก่า อย่างละ 1 ชนิด

  • ข้อมูลทั่วไป
 
ลักษณะของชุมชนในพื้นที่:
การคมนาคม: โดยทางรถยนต์เริ่มจากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไปตามถนนเพชรเกษม หาดใหญ่-รัตภูมิ ถึงกิโลเมตรที่ 13 แยกซ้ายเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง อีก 13 กิโลเมตร ถึงสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง รวมระยะทาง หาดใหญ่-สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง 26 กิโลเมตร การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง สามารถเดินทางมาตามทางหลวงหมายเลข 4 ( ถนนเพชรเกษม) ถึงจังหวัดชุมพร ระยะทาง 463 กิโลเมตร แล้วเดินทางต่อโดยใช้ทางหลวงหมายเลข 41 จนถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ระยะทาง 193 กิโลเมตร และการเดินทางในช่วงต่อไป สามารถเดินทางได้สองเส้นทาง คือ 1. จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี เดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 41 สู่อำเภอหาดใหญ่ โดยผ่านอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดพัทลุง ผ่านเข้าสู่เส้นทางหมายเลข 408 สายนครศรีธรรมราช - สงขลา ระยะทาง 161 กิโลเมตร จากจังหวัดสงขลาใช้ทางอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา แยกเข้าสู่เขตฯ ตามทางหลวงหมายเลข 43 สายรัตภูมิ - หาดใหญ่ รวมระยะทางประมาณ 320 กิโลเมตร 2. จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี เดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 401 จนถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช ระยะทาง 134 กิโลเมตร แล้วเดินทางต่อไปตามทางหลวงหมายเลข 407 สู่อำเภอหาดใหญ่ และเดินทางต่อไปตามทางหลวงสายหาดใหญ่ - รัตภูมิ รวมระยะทางประมาณ 350 กิโลเมตร
ที่ตั้ง: สถานที่ตั้ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง ตั้งอยู่บริเวณภาคใต้ของประเทศไทยในเขตจังหวัดสงขลาและจังหวัดสตูล ในท้องที่ตำบลทุ่งเสา ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ ตำบลท่าชะมวง ตำบลเขาพระ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา และตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 15 องศา 33 ลิปดา ถึง 16 องศา 23 ลิปดาเหนือและเส้นแวงที่ 98 องศา 33 ลิปดาถึง 99 องศา 07 ลิปดาตะวันออก มีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้ ทิศเหนือ จดอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ทิศใต้ จดอำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ทิศตะวันออก จดอำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล และอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ทิศตะวันตก จดอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
สถานที่ติดต่อ: เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง ตู้ ปณ.83 ตำบลฉลุง อำเภอ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110
ข้อมูลเพิ่มเติม: เก็บค่าบริการหรือค่าตอบแทนในการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ให้บริการหรือให้ความสะดวกในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
หมายเหตุ:

 สภาพแวดล้อมบริเวณ47. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง
อาคารเอนกประสงค์หน่วยทิทักษ์ป่าโตนปลิว
อาคารเอนกประสงค์หน่วยทิทักษ์ป่าโตนปลิว
อาคารนิทรรศการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง
อาคารนิทรรศการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง

 





Copyrights 2006 :: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ::