สารานุกรมพืชในประเทศไทย
(The Encyclopedia of Plants in Thailand)


หมวดตัวอักษร 


Index to botanical names


ค้นหาคำศัพท์
ค้นหาคำศัพท์   

กระบก

กระบก, วงศ์
วันที่ 4 สิงหาคม 2553

IRVINGIACEAE

ไม้ต้น หูใบเรียวยาว หุ้มยอด ร่วงง่าย ใบเดี่ยว เรียงสลับ ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีจำนวนอย่างละ 5 กลีบ เรียงซ้อนเหลื่อม เกสรเพศผู้ 10 อัน อับเรณูแตกตามยาว รังไข่อย่เหนือวงกลีบ ไร้ก้าน มี 2-5 คาร์เพล แต่ละคาร์เพลมีออวุล 1 เม็ด ก้านเกสรเพศเมีย 1 อัน เรียวยาว ผลแบบมีผนังชั้นในแข็ง วงศ์กระบกมีสมาชิกเพียง 3 สกุล จำนวนประมาณ 10 ชนิด มีเขตการกระจายพันธุ์เฉพาะในอัฟริกาและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในไทยพบเพียงสกุลเดียวคือ สกุลกระบก Irvingia

หมายเหตุ  Irvingiaceae เคยอยู่ภายใต้อันดับ Rutales โดย Takhtajan (1997) ปัจจุบัน APweb จัดให้อยู่ภายใต้อันดับ Malpighiaceae




กระบก, สกุล
วันที่ 4 สิงหาคม 2553

Irvingia

Irvingiaceae

ลักษณะสกุลส่วนใหญ่คล้ายกับลักษณะวงศ์ แต่รังไข่มี 2 ช่อง ผลมีเมล็ดเดียว สกุลกระบกมีสมาชิกประมาณ 7 ชนิด ส่วนใหญ่อยู่ในอัฟริกา ในไทยพบเพียงชนิดเดียวคือ กระบก Irvingia malayana Oliv. ex A. W. Benn. อนึ่ง Irvingia gabonensis (Aubry-Lecomte ex O’Rorke) Baill. หรือ Wild mango ที่พบในอัฟริกา ส่วนเมล็ดเรียกว่า Ogbono nut เป็นพืชสมุนไพรใช้ในการควบคุมและลดน้ำหนัก มีการผลิตเป็นยาแคปซูลภายใต้ชื่อ “Integra-Lean Irvingia”

หมายเหตุ  สกุล Irvingia เคยถูกจัดให้อยู่ภายใต้วงศ์ Simaroubaceae-Sapindales โดย Cronquisy (1981) บางตำราให้อยู่ภายใต้วงศ์ Ixonanthaceae




กระบก
วันที่ 4 สิงหาคม 2553

Irvingia malayana Oliv. ex A. W. Benn.

Irvingiaceae

ไม้ต้น สูงได้ประมาณ 30 ม. โคนต้นมักมีพูพอน หูใบเรียวแหลม ยาว 1.5-3 ซม. ใบรูปรี รูปขอบขนาน หรือแกมรูปไข่ ยาว 3-20 ซม. ปลายใบแหลม แหลมยาว หรือยาวคล้ายหาง โคนใบแหลม มน หรือกลม เบี้ยวเล็กน้อย เส้นแขนงใบข้างละ 8-14 เส้น เส้นแขนงใบย่อยแบบขั้นบันไดกึ่งร่างแหละเอียด เห็นชัดเจนทั้งสองด้านของแผ่นใบ ก้านใบยาว 0.5-2 ซม. เป็นสันด้านบน ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ยาว 5-15 ซม. เกลี้ยง ใบประดับรูปไข่ ปลายแหลม ก้านดอกยาว 1-3 มม. ดอกขนาดเล็ก สีขาวอมเขียวอ่อน กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีจำนวนอย่างละ 5 กลีบ กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 1 มม. กลีบดอก ยาวประมาณ 1.5 มม. เกสรเพศผู้ 10 อัน แยกกัน ก้านชูอับเรณูรูปเส้นด้าย ยาวได้ประมาณ 3 มม. รังไข่รูปไข่ ยาวประมาณ 1.5 มม. ผลมีผนังชั้นในแข็ง ทรงรีหรือรูปไข่ ยาว 3-6 ซม. ผนังชั้นในหนาประมาณ 5 มม. เมล็ดในสีขาว รูปรี แบน

กระบกมีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง พบในอินเดีย พม่า ภูมิภาคอินโดจีน คาบสมุทรมลายู สุมาตรา และบอร์เนียว ในไทยพบทุกภาค พบน้อยทางภาคใต้ ขึ้นในป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าสนเขา ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น พบมากตามป่าเต็งรัง จนถึงระดับความสูง 1500 เมตร

ประโยชน์ เนื้อไม้มีความแข็งแรงทนทาน ใช้ในการก่อสร้าง เครื่องมือการเกษตร เครื่องดนตรีไทย เช่น ระนาด ใช้ทำถ่านให้ความร้อนสูงและมีราคาสูง ผลสุกเป็นอาหารพวกเก้งกวางและนก เมล็ดรับประทานได้ ให้น้ำมันใช้ในอุตสาหกรรมทำสบู่และเทียนไข ไขกระบกมีปริมาณไขมันสูงมาก ทนต่อการเกิดปฏิกิริยาทางเคมี ในทางอุตสาหกรรมมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นอาหารที่เพิ่มคุณค่าได้ อนึ่ง กระบกเป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลจังหวัดร้อยเอ็ด

ชื่อพ้อง  Irvingia oliveri Pierre

ชื่อสามัญ  Barking deer’s mango

ชื่ออื่น   ชะอัง (ตราด) มะมื่นหรือมื่น (ภาคเหนือ) มะลื่น (สุโขทัย นครราชสีมา) หลักกาย (สุรินทร์) อนึ่งบางครั้งเรียกว่า กะบก จะบก หรือ บกและหมากบกในภาอีสาน

หูใบเรียวแหลม ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน ผลแบบผนังชั้นในแข็ง
(ภาพ: ปรีชา การะเกตุ; ภูผาเทิบ มุกดาหาร)





เอกสารอ้างอิง

Phengklai, C. (1981). Irvingiaceae. In Flora of Thailand Vol. 2 part 4: 398-399.

ความพึงพอการใช้งาน Web Site หน้าสารานุกรมพืช