สารานุกรมพืชในประเทศไทย
(The Encyclopedia of Plants in Thailand)


หมวดตัวอักษร 


Index to botanical names


ค้นหาคำศัพท์
ค้นหาคำศัพท์   

กระบาก

ผลมีปีกยาว 2 ปีก คล้ายแมลงปอ เส้นปีก 3 เส้น

กระบาก, สกุล
วันที่ 5 มิถุนายน 2555

Anisoptera

Dipterocarpaceae

ไม้ต้นขนาดใหญ่ มีพูพอน เปลือกส่วนใหญ่แตกเป็นร่องตื้นตามยาว เปลือกในเรียงเป็นชั้น มีชันใส หูใบขนาดเล็ก ร่วงง่าย ใบเดี่ยว เรียงเวียน ไม่พับจีบ เส้นแขนงใบแบบขนนก เป็นสันนูนด้านล่างชัดเจน ส่วนมากเรียงจรดกันเป็นเส้นขอบใบ เส้นแนงใบย่อยชั้นที่สาม (tertiary nerves) แบบขั้นบันไดหรือร่างแห ช่อดอกแบบช่อกระจะแยกแขนง กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีจำนวนอย่างละ 5 กลีบ กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอด กลีบเรียงซ้อนเหลื่อมที่โคน กลีบเลี้ยงคู่นอกยาวและแคบกว่ากลีบเลี้ยงด้านใน 3 กลีบ เล็กน้อย กลีบดอกสีขาวครีม ร่วงแยกกัน เกสรเพศผู้ 15-40 อัน เรียง 3 วง ก้านชูอับเรณูสั้น แบน อับเรณู 2 คู่ คู่ในสั้นกว่าคู่นอกเล็กน้อย ปลายมีรยางค์เป็นติ่งแหลมหรือรูปเส้นด้าย รังไข่ติดแบบกึ่งใต้วงกลีบ มีฐานก้านยอดเกสรเพศเมียรูปทรงกระบอกหรือคล้ายจาน ก้านเกสรเพศเมียแยกเป็น 3 แฉกตื้น ๆ ยอดเกสรขนาดเล็ก หรือก้านเกสรอันเดียวมียอดเกสรหยัก 3 พู ผลแบบผลเปลือกแข็งเมล็ดเดียว (nut) ทรงกลม ๆ หลอดกลีบเลี้ยงหุ้มและติดตลอดเกือบทั้งผล ปลายกลีบเลี้ยงขยายเป็นปีกยาว 2 ปีก มีเส้นปีก 3 เส้น ปีกสั้น 3 ปีก โคนกลีบเรียงจรดกันไม่เป็นสันนูน

สกุลกระบากมีสมาชิก 11 ชนิด พบที่บังคลาเทศ พม่า ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย แยกเป็น 2 section คือ Anisoptera และ Glabrae ซึ่งต่างกันที่ section Anisoptera อับเรณูมีรยางค์รูปเส้นด้ายยาวหลายเท่าของความยาวอับเรณู ฐานก้านเกสรเพศเมียทรงรีหรือทรงกระบอก ก้านเกสรเพศเมียสั้น ในไทยมี 2 ชนิด คือ กระบาก Anisoptera costata Korth และ กระบากทอง Anisoptera curtisii Dyer ex King ส่วน section Glabrae รยางค์เป็นติ่งแหลมสั้นๆ ฐานก้านเกสรเพศเมียคล้ายจาน และก้านเกสรเพศเมียเรียวยาว ซึ่งในไทยมี กระบาก Anisoptera scaphula (Roxb.) Kurz และ กระบากแดง Anisoptera laevis Rild.

หมายเหตุ  ชื่อสกุล มาจากภาษากรีก anisos แปลว่าไม่เท่ากัน และ pteros แปลว่าปีก หมายถึงลักษณะปีกที่ไม่เท่ากัน เช่นปีกของแมลงปอ ที่ปีกหน้าและปีกหลังไม่เท่ากัน พืชสกุล Anisoptera อาจได้ชื่อมาจากแมลงปอ เนื่องจากมีปีกคล้ายแมลงปอ

ชื่อสามัญ  ชื่อสามัญที่ใช้เรียกรวมในพืชสกุลนี้คือ Mersawa




กระบาก
วันที่ 5 มิถุนายน 2555

Anisoptera costata Korth.

Dipterocarpaceae

ไม้ต้นขนาดใหญ่ สูงได้มากกว่า 50 ม. หูใบรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ยาวได้ประมาณ 1 ซม. ใบรูปรีหรือรูปขอบขนาน ยาว 5-15 ซม. ปลายใบแหลมหรือแหลมยาวสั้น ๆ โคนใบกลมหรือรูปหัวใจตื้น ๆ แผ่นใบด้านล่างมีขนรูปดาวสีเขียวเทาอมเหลืองหนาแน่นหรือประปราย เส้นแขนงใบข้างละ 12-25 เส้น เรียงจรดกันใกล้ขอบใบ เส้นกลางใบบุ๋มด้านบน ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. ช่อดอกยาว 8-18 ซม. ก้านดอกยาว 1-2 มม. กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 3 มม. มีขนทั้งสองด้าน กลีบดอกรูปขอบขนาน ยาว 0.7-1 ซม. มีขนประปรายด้านนอก เกสรเพศผู้ 25 40 อัน อับเรณูรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 1 มม. ปลายมีรยางค์รูปเส้นด้าย ยาว 2-4 เท่า ของความยาวอับเรณู รังไข่มีฐานก้านเกสรเพศเมียรูปทรงกระบอก ยาวประมาณ 3 มม. คอดกลาง มีขนรูปดาวสั้น ๆ ก้านเกสรเพศเมียสั้น ปลายแยก 3 แฉก หลอดกลีบเลี้ยงหุ้มผลมีขนสั้นนุ่ม ปีกยาว 2 ปีก รูปใบพาย ยาว 10-15 ซม. ปีกสั้น 3 ปีก ยาว 1 2.5 ซม. ก้านผลยาวประมาณ 3 มม. ผลเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. มีขนสั้นนุ่ม ปลายมีติ่งยาวประมาณ 5 มม

กระบากมีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง พบที่พม่า ภูมิภาคอินโดจีน คาบสมุทรมลายู บอร์เนียว สุมาตรา ชวา และฟิลิปปินส์ ในไทยกระจายทุกภาค ขึ้นในป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น จนถึงระดับความสูงประมาณ 700 เมตร

ชื่อพ้อง  Anisoptera oblongaDyer, Shorea nervosa Kurz, Anisoptera cochinchinensis Pierre, Anisoptera robusta Pierre, Anisoptera marginatoides F. Heim

หมายเหตุ  คำระบุชนิด “costata”มาจากภาษาละติน แปลว่า เป็นสัน หมายถึงเส้นใบที่เป็นสันนูนชัดเจน

ชื่ออื่น   กระบากขาว (ทั่วไป); กระบากโคก (นครไทย), ประดิก (สุรินทร์); พนอง (ภาคตะวันออก); กระบากช่อ, กระบากด้าง, กระบากดำ, กระบากแดง (ภาคใต้)

เปลือกแตกเป็นร่องตื้นตามยาว
(ภาพ: ศรีพังงา พังงา)

ช่อดอกแบบช่อกระจะแยกแขนง
(ภาพ: มานพ ผู้พัฒน์)

รังไข่มีฐานก้านเกสรเพศเมียรูปทรงกระบอก
(ภาพ: มานพ ผู้พัฒน์)

กระบากขาว
วันที่ 5 มิถุนายน 2555

Anisoptera costata Korth.

Dipterocarpaceae

ดูที่ กระบาก

กระบากโคก
วันที่ 5 มิถุนายน 2555

Anisoptera costata Korth.

Dipterocarpaceae

ดูที่ กระบาก

กระบากช่อ
วันที่ 5 มิถุนายน 2555

Anisoptera costata Korth.

Dipterocarpaceae

ดูที่ กระบาก

กระบากด้าง
วันที่ 5 มิถุนายน 2555

Anisoptera costata Korth.

Dipterocarpaceae

ดูที่ กระบาก

กระบากดำ
วันที่ 5 มิถุนายน 2555

Anisoptera costata Korth.

Dipterocarpaceae

ดูที่ กระบาก

กระบากแดง
วันที่ 5 มิถุนายน 2555

Anisoptera laevis Ridl.

Dipterocarpaceae

ไม้ต้นขนาดใหญ่ สูงได้กว่า 40 ม. หูใบรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ยาว 5-7 มม. ใบรูปรี รูปขอบขนาน รูปใบหอกหรือแกมรูปไข่กลับ ยาว 5.5-10 ซม. ปลายใบแหลมยาว โคนใบมน แผ่นใบด้านล่างมีเกล็ดสีน้ำตาลแดง เส้นแขนงใบข้างละ 10-14 เส้น เรียงจรดกันไม่ชัดเจน เส้นกลางใบบุ๋มด้านบน ก้านใบยาว 1.5-2 ซม. ช่อดอกยาว 7-13 ซม. ดอกกระจายห่าง ๆ ก้านดอกยาวประมาณ 1 มม. กลีบเลี้ยงยาว 1-2 มม. กลีบคู่นอกรูปใบหอกแกมรูปไข่ 3 กลีบในรูปสามเหลี่ยม มีขนทั้งสองด้าน กลีบดอกรูปรี ยาว 4-5 มม. เกลี้ยง เกสรเพศผู้ 15 อัน อับเรณูเกลี้ยง รูปขอบขนาน ยาวประมาณ 2.5 มม. โคนเป็นเงี่ยง ปลายมีรยางค์เป็นติ่งแหลมสั้น ๆ รังไข่ฐานก้านเกสรเพศเมียรูปไม่ชัดเจน รูปจาน มีขนประปราย ก้านเกสรเพศเมียยาว 2-2.5 มม. ยอดเกสรหยัก 3 พู ผล หลอดกลีบเลี้ยงหุ้มผลมีขนประปราย ปีกยาว 2 ปีก รูปใบพาย ยาว 11-13 ซม. ปีกสั้น 3 ปีก รูปใบหอก ปลายเรียวแหลม ยาว 1 1.5 ซม. ก้านผลยาวประมาณ 3 มม. ผลเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.3 ซม. มีขนสั้นนุ่มหรือเกือบเกลี้ยง ปลายมีติ่งยาวประมาณ 3 มม

กระบากแดงมีเขตการกระจายพันธุ์ที่คาบสมุทรมลายู บอร์เนียว สุมาตรา และภาคใต้ตอนล่างของไทยแถบจังหวัดนราธิวาส ขึ้นกระจายห่าง ๆ ในป่าดิบชื้น ระดับความสูง 150-900 เมตร

ชื่ออื่น   มาลา (นราธิวาส)

เปลือกแตกเป็นสะเก็ดตามยาว
(ภาพ: มานพ ผู้พัฒน์, นราธิวาส)

แผ่นใบด้านล่างมีเกล็ดสีน้ำตาลแดง ผล (อ่อน) ปีกยาว 2 ปีก
(ภาพ: มานพ ผู้พัฒน์, นราธิวาส)


กระบากแดง
วันที่ 5 มิถุนายน 2555

Anisoptera costata Korth.

Dipterocarpaceae

ดูที่ กระบาก

กระบากทอง
วันที่ 5 มิถุนายน 2555

Anisoptera curtisii Dyer ex King

Dipterocarpaceae

ไม้ต้นขนาดใหญ่ สูงได้กว่า 40 ม. สิ่งปกคลุมเป็นเกล็ด ต่อม และขนกระจุกสีน้ำตาลอมเหลือง กระจายทั่วไปตามกิ่งอ่อน ตาใบ หูใบ แผ่นใบด้านล่าง ช่อดอก และกลีบเลี้ยง หูใบรูปใบหอก ยาว 3-7 มม. ใบรูปรี รูปไข่กลับ รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก ยาว 5-15 ซม. ปลายใบแหลมยาวสั้น ๆ หรือกลม ปลายเป็นติ่งแหลมสั้น ๆ โคนใบรูปลิ่มกว้าง เส้นแขนงใบข้างละ 12-25 เส้น เส้นกลางใบบุ๋มด้านบน ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. ช่อดอกยาว 5-10 ซม. มี 2-5 ดอก ในแต่ละช่อ ก้านดอกยาว 1-2 มม. กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 1.5 มม. กลีบดอกรูปไข่แกมรูปใบหอก ยาวประมาณ 7 มม. มีขนประปรายด้านนอก เกสรเพศผู้ 25 อัน อับเรณูรูปรีหรือขอบขนาน ยาวประมาณ 0.5 มม. ปลายมีรยางค์รูปเส้นด้าย ยาวประมาณ 3 เท่าของความยาวอับเรณู รังไข่มีฐานก้านเกสรเพศเมียรูปทรงกระบอกกว้าง ยาวประมาณ 1 มม. มีขนรูปดาวสั้น ๆ ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยอดเกสรแยก 3 แฉก หลอดกลีบเลี้ยงหุ้มผลเกือบเกลี้ยง ปีกยาว 2 ปีก รูปใบพาย ยาว 7-12 ซม. ปีกสั้น 3 ปีก ยาว 1.3-3 ซม. ก้านผลยาว 3-5 มม. ผลเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.3 ซม. ผิวแยกระแหง มีขนสั้นนุ่ม ปลายมีติ่งแหลม

กระบากทองมีเขตการกระจายพันธุ์ที่พม่าตอนล่าง คาบสมุทรมลายู สุมาตรา และภาคใต้ตอนล่างของไทยแถบจังหวัดสตูล ยะลา และนราธิวาส ขึ้นในป่าดิบชื้น ระดับความสูง 50-850 เมตร

ชื่ออื่น   ปีกแดง (สะตูล)

เปลือกแตกเป็นสะเก็ดตามยาว
(ภาพ: มานพ ผู้พัฒน์)

แผ่นใบด้านล่างมีขนกระจุกสีน้ำตาลอมเหลือง
(ภาพ: มานพ ผู้พัฒน์)




เอกสารอ้างอิง

Ashton, P. S. (1982). Dipterocarpaceae. Flora Malesiana ser. 1 Vol. 9: 327-337.

Smitinan, T, J. E. Vidal and P. H. Hô (1990). Dipterocarpaceae. In Flore du Cambodge, du Laos et du Viêtnam. Vol. 25: 2-123.

ความพึงพอการใช้งาน Web Site หน้าสารานุกรมพืช