สารานุกรมพืชในประเทศไทย
(The Encyclopedia of Plants in Thailand)
Index to botanical names
ค้นหาคำศัพท์

| ผลมีปีกยาว 2 ปีก คล้ายแมลงปอ เส้นปีก 3 เส้น
|
| | | Anisoptera | Dipterocarpaceae |
|
ไม้ต้นขนาดใหญ่ มีพูพอน เปลือกส่วนใหญ่แตกเป็นร่องตื้นตามยาว เปลือกในเรียงเป็นชั้น มีชันใส หูใบขนาดเล็ก ร่วงง่าย ใบเดี่ยว เรียงเวียน ไม่พับจีบ เส้นแขนงใบแบบขนนก เป็นสันนูนด้านล่างชัดเจน ส่วนมากเรียงจรดกันเป็นเส้นขอบใบ เส้นแนงใบย่อยชั้นที่สาม (tertiary nerves) แบบขั้นบันไดหรือร่างแห ช่อดอกแบบช่อกระจะแยกแขนง กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีจำนวนอย่างละ 5 กลีบ กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอด กลีบเรียงซ้อนเหลื่อมที่โคน กลีบเลี้ยงคู่นอกยาวและแคบกว่ากลีบเลี้ยงด้านใน 3 กลีบ เล็กน้อย กลีบดอกสีขาวครีม ร่วงแยกกัน เกสรเพศผู้ 15-40 อัน เรียง 3 วง ก้านชูอับเรณูสั้น แบน อับเรณู 2 คู่ คู่ในสั้นกว่าคู่นอกเล็กน้อย ปลายมีรยางค์เป็นติ่งแหลมหรือรูปเส้นด้าย รังไข่ติดแบบกึ่งใต้วงกลีบ มีฐานก้านยอดเกสรเพศเมียรูปทรงกระบอกหรือคล้ายจาน ก้านเกสรเพศเมียแยกเป็น 3 แฉกตื้น ๆ ยอดเกสรขนาดเล็ก หรือก้านเกสรอันเดียวมียอดเกสรหยัก 3 พู ผลแบบผลเปลือกแข็งเมล็ดเดียว (nut) ทรงกลม ๆ หลอดกลีบเลี้ยงหุ้มและติดตลอดเกือบทั้งผล ปลายกลีบเลี้ยงขยายเป็นปีกยาว 2 ปีก มีเส้นปีก 3 เส้น ปีกสั้น 3 ปีก โคนกลีบเรียงจรดกันไม่เป็นสันนูน
สกุลกระบากมีสมาชิก 11 ชนิด พบที่บังคลาเทศ พม่า ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย แยกเป็น 2 section คือ Anisoptera และ Glabrae ซึ่งต่างกันที่ section Anisoptera อับเรณูมีรยางค์รูปเส้นด้ายยาวหลายเท่าของความยาวอับเรณู ฐานก้านเกสรเพศเมียทรงรีหรือทรงกระบอก ก้านเกสรเพศเมียสั้น ในไทยมี 2 ชนิด คือ กระบาก Anisoptera costata Korth และ กระบากทอง Anisoptera curtisii Dyer ex King ส่วน section Glabrae รยางค์เป็นติ่งแหลมสั้นๆ ฐานก้านเกสรเพศเมียคล้ายจาน และก้านเกสรเพศเมียเรียวยาว ซึ่งในไทยมี กระบาก Anisoptera scaphula (Roxb.) Kurz และ กระบากแดง Anisoptera laevis Rild.
| | หมายเหตุ ชื่อสกุล มาจากภาษากรีก anisos แปลว่าไม่เท่ากัน และ pteros แปลว่าปีก หมายถึงลักษณะปีกที่ไม่เท่ากัน เช่นปีกของแมลงปอ ที่ปีกหน้าและปีกหลังไม่เท่ากัน พืชสกุล Anisoptera อาจได้ชื่อมาจากแมลงปอ เนื่องจากมีปีกคล้ายแมลงปอ
| ชื่อสามัญ ชื่อสามัญที่ใช้เรียกรวมในพืชสกุลนี้คือ Mersawa
| | | |
|
| | | Anisoptera costata Korth. | Dipterocarpaceae |
|
ไม้ต้นขนาดใหญ่ สูงได้มากกว่า 50 ม. หูใบรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ยาวได้ประมาณ 1 ซม. ใบรูปรีหรือรูปขอบขนาน ยาว 5-15 ซม. ปลายใบแหลมหรือแหลมยาวสั้น ๆ โคนใบกลมหรือรูปหัวใจตื้น ๆ แผ่นใบด้านล่างมีขนรูปดาวสีเขียวเทาอมเหลืองหนาแน่นหรือประปราย เส้นแขนงใบข้างละ 12-25 เส้น เรียงจรดกันใกล้ขอบใบ เส้นกลางใบบุ๋มด้านบน ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. ช่อดอกยาว 8-18 ซม. ก้านดอกยาว 1-2 มม. กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 3 มม. มีขนทั้งสองด้าน กลีบดอกรูปขอบขนาน ยาว 0.7-1 ซม. มีขนประปรายด้านนอก เกสรเพศผู้ 25 40 อัน อับเรณูรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 1 มม. ปลายมีรยางค์รูปเส้นด้าย ยาว 2-4 เท่า ของความยาวอับเรณู รังไข่มีฐานก้านเกสรเพศเมียรูปทรงกระบอก ยาวประมาณ 3 มม. คอดกลาง มีขนรูปดาวสั้น ๆ ก้านเกสรเพศเมียสั้น ปลายแยก 3 แฉก หลอดกลีบเลี้ยงหุ้มผลมีขนสั้นนุ่ม ปีกยาว 2 ปีก รูปใบพาย ยาว 10-15 ซม. ปีกสั้น 3 ปีก ยาว 1 2.5 ซม. ก้านผลยาวประมาณ 3 มม. ผลเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. มีขนสั้นนุ่ม ปลายมีติ่งยาวประมาณ 5 มม
กระบากมีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง พบที่พม่า ภูมิภาคอินโดจีน คาบสมุทรมลายู บอร์เนียว สุมาตรา ชวา และฟิลิปปินส์ ในไทยกระจายทุกภาค ขึ้นในป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น จนถึงระดับความสูงประมาณ 700 เมตร
| ชื่อพ้อง Anisoptera oblongaDyer, Shorea nervosa Kurz, Anisoptera cochinchinensis Pierre, Anisoptera robusta Pierre, Anisoptera marginatoides F. Heim
| หมายเหตุ คำระบุชนิด “costata”มาจากภาษาละติน แปลว่า เป็นสัน หมายถึงเส้นใบที่เป็นสันนูนชัดเจน
| | ชื่ออื่น กระบากขาว (ทั่วไป); กระบากโคก (นครไทย), ประดิก (สุรินทร์); พนอง (ภาคตะวันออก); กระบากช่อ, กระบากด้าง, กระบากดำ, กระบากแดง (ภาคใต้)
| | เปลือกแตกเป็นร่องตื้นตามยาว (ภาพ: ศรีพังงา พังงา)
| ช่อดอกแบบช่อกระจะแยกแขนง (ภาพ: มานพ ผู้พัฒน์)
| รังไข่มีฐานก้านเกสรเพศเมียรูปทรงกระบอก (ภาพ: มานพ ผู้พัฒน์)
|
|
|
| | | Anisoptera costata Korth. | Dipterocarpaceae |
| |
|
| | | Anisoptera costata Korth. | Dipterocarpaceae |
| |
|
| | | Anisoptera costata Korth. | Dipterocarpaceae |
| |
|
| | | Anisoptera costata Korth. | Dipterocarpaceae |
| |
|
| | | Anisoptera costata Korth. | Dipterocarpaceae |
| |
|
| | | Anisoptera laevis Ridl. | Dipterocarpaceae |
|
ไม้ต้นขนาดใหญ่ สูงได้กว่า 40 ม. หูใบรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ยาว 5-7 มม. ใบรูปรี รูปขอบขนาน รูปใบหอกหรือแกมรูปไข่กลับ ยาว 5.5-10 ซม. ปลายใบแหลมยาว โคนใบมน แผ่นใบด้านล่างมีเกล็ดสีน้ำตาลแดง เส้นแขนงใบข้างละ 10-14 เส้น เรียงจรดกันไม่ชัดเจน เส้นกลางใบบุ๋มด้านบน ก้านใบยาว 1.5-2 ซม. ช่อดอกยาว 7-13 ซม. ดอกกระจายห่าง ๆ ก้านดอกยาวประมาณ 1 มม. กลีบเลี้ยงยาว 1-2 มม. กลีบคู่นอกรูปใบหอกแกมรูปไข่ 3 กลีบในรูปสามเหลี่ยม มีขนทั้งสองด้าน กลีบดอกรูปรี ยาว 4-5 มม. เกลี้ยง เกสรเพศผู้ 15 อัน อับเรณูเกลี้ยง รูปขอบขนาน ยาวประมาณ 2.5 มม. โคนเป็นเงี่ยง ปลายมีรยางค์เป็นติ่งแหลมสั้น ๆ รังไข่ฐานก้านเกสรเพศเมียรูปไม่ชัดเจน รูปจาน มีขนประปราย ก้านเกสรเพศเมียยาว 2-2.5 มม. ยอดเกสรหยัก 3 พู ผล หลอดกลีบเลี้ยงหุ้มผลมีขนประปราย ปีกยาว 2 ปีก รูปใบพาย ยาว 11-13 ซม. ปีกสั้น 3 ปีก รูปใบหอก ปลายเรียวแหลม ยาว 1 1.5 ซม. ก้านผลยาวประมาณ 3 มม. ผลเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.3 ซม. มีขนสั้นนุ่มหรือเกือบเกลี้ยง ปลายมีติ่งยาวประมาณ 3 มม
กระบากแดงมีเขตการกระจายพันธุ์ที่คาบสมุทรมลายู บอร์เนียว สุมาตรา และภาคใต้ตอนล่างของไทยแถบจังหวัดนราธิวาส ขึ้นกระจายห่าง ๆ ในป่าดิบชื้น ระดับความสูง 150-900 เมตร
| | | | ชื่ออื่น มาลา (นราธิวาส)
| | เปลือกแตกเป็นสะเก็ดตามยาว (ภาพ: มานพ ผู้พัฒน์, นราธิวาส)
| แผ่นใบด้านล่างมีเกล็ดสีน้ำตาลแดง ผล (อ่อน) ปีกยาว 2 ปีก (ภาพ: มานพ ผู้พัฒน์, นราธิวาส)
|
|
|
|
| | | Anisoptera costata Korth. | Dipterocarpaceae |
| |
|
| | | Anisoptera curtisii Dyer ex King | Dipterocarpaceae |
|
ไม้ต้นขนาดใหญ่ สูงได้กว่า 40 ม. สิ่งปกคลุมเป็นเกล็ด ต่อม และขนกระจุกสีน้ำตาลอมเหลือง กระจายทั่วไปตามกิ่งอ่อน ตาใบ หูใบ แผ่นใบด้านล่าง ช่อดอก และกลีบเลี้ยง หูใบรูปใบหอก ยาว 3-7 มม. ใบรูปรี รูปไข่กลับ รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก ยาว 5-15 ซม. ปลายใบแหลมยาวสั้น ๆ หรือกลม ปลายเป็นติ่งแหลมสั้น ๆ โคนใบรูปลิ่มกว้าง เส้นแขนงใบข้างละ 12-25 เส้น เส้นกลางใบบุ๋มด้านบน ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. ช่อดอกยาว 5-10 ซม. มี 2-5 ดอก ในแต่ละช่อ ก้านดอกยาว 1-2 มม. กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 1.5 มม. กลีบดอกรูปไข่แกมรูปใบหอก ยาวประมาณ 7 มม. มีขนประปรายด้านนอก เกสรเพศผู้ 25 อัน อับเรณูรูปรีหรือขอบขนาน ยาวประมาณ 0.5 มม. ปลายมีรยางค์รูปเส้นด้าย ยาวประมาณ 3 เท่าของความยาวอับเรณู รังไข่มีฐานก้านเกสรเพศเมียรูปทรงกระบอกกว้าง ยาวประมาณ 1 มม. มีขนรูปดาวสั้น ๆ ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยอดเกสรแยก 3 แฉก หลอดกลีบเลี้ยงหุ้มผลเกือบเกลี้ยง ปีกยาว 2 ปีก รูปใบพาย ยาว 7-12 ซม. ปีกสั้น 3 ปีก ยาว 1.3-3 ซม. ก้านผลยาว 3-5 มม. ผลเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.3 ซม. ผิวแยกระแหง มีขนสั้นนุ่ม ปลายมีติ่งแหลม
กระบากทองมีเขตการกระจายพันธุ์ที่พม่าตอนล่าง คาบสมุทรมลายู สุมาตรา และภาคใต้ตอนล่างของไทยแถบจังหวัดสตูล ยะลา และนราธิวาส ขึ้นในป่าดิบชื้น ระดับความสูง 50-850 เมตร
| | | | ชื่ออื่น ปีกแดง (สะตูล)
| | เปลือกแตกเป็นสะเก็ดตามยาว (ภาพ: มานพ ผู้พัฒน์)
| แผ่นใบด้านล่างมีขนกระจุกสีน้ำตาลอมเหลือง (ภาพ: มานพ ผู้พัฒน์)
|
|
|
|
| เอกสารอ้างอิง | Ashton, P. S. (1982). Dipterocarpaceae. Flora Malesiana ser. 1 Vol. 9: 327-337. |
| Smitinan, T, J. E. Vidal and P. H. Hô (1990). Dipterocarpaceae. In Flore du Cambodge, du Laos et du Viêtnam. Vol. 25: 2-123. |