พรรณพฤกษชาติของประเทศไทย (Flora of Thailand)

 

ประเทศไทยเป็นประเทศในเขตร้อนชื้นที่มีความหลากหลายทางพรรณพฤกษชาติ (flora) และสภาพสังคมพืช (vegetation) ประเทศหนึ่ง พรรณพฤกษชาติของไทยมีพืชที่มีท่อลำเลียง (vascular plant) ไม่น้อยกว่า 10,000 ชนิด โดยมีการศึกษาอย่างต่อเนื่องลงพิมพ์ในหนังสือพรรณพฤกษชาติของประเทศไทย (Flora of Thailand) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 ลักษณะทางกายภาพของประเทศไทยมีตั้งแต่ระดับความสูงทะเลปานกลางจนถึงระดับความสูง 2565 เมตร ที่ยอดดอยอินทนนท์ และจากภูเขาสลับซับซ้อนของเทือกเขาตะนาวศรีติดกับแนว Tenasserim ทางภาคเหนือ ไปถึงที่ราบบนยอดเขาหินทรายทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ราบลุ่มภาคกลาง ภาคตะวันออกจรดชายแดนกัมพูชา และไปจนถึงทางภาคใต้ติดกับชายแดนมาเลเซีย เทือกเขาสูงส่วนมากพบทางภาคเหนือของประเทศรวมถึงยอดเขาที่สูงที่สุดสามอันดับแรก ได้แก่ ดอยอินทนนท์ (ระดับความสูง 2,565 เมตร) ดอยผ้าห่มปก (2,285 เมตร) และดอยเชียงดาว (2,175 เมตร) นอกจากนี้ยังมียอดเขาที่มีระดับความสูงกว่า 2,000 เมตร อีกหลายลูก ส่วนทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ยอดเขาสอยดาว (ใต้) ในจังหวัดจันทบุรี เป็นยอดเขาที่สูงที่สุด ในระดับความสูง 1,675 เมตร และในภาคใต้ ยอดเขาที่สูงที่สุดคือเขาหลวง อยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช สูง 1,835 เมตร

 

ประเทศไทยมีลักษณะภูมิอากาศแบบมรสุม (monsoon climate) ที่มีฤดูร้อนที่เด่นชัด 3-5 เดือน และพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศมี 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน ยกเว้นในแถบจังหวัดตราด ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ ที่มีฝนเกือบตลอดทั้งปี และมีเพียง 2 ฤดู คือฤดูฝนและฤดูร้อน อุณหภูมิตามภูมิภาคต่างๆ ขึ้นอยู่กับฤดูเหล่านี้และระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล แต่โดยรวมแล้วประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสภาพภูมิอากาศแบบกึ่งร้อนชื้นและแบบร้อนชื้น ( humid sub-tropical and tropical climates)


ในปัจจุบันพื้นที่ป่าธรรมชาติของประเทศเหลือประมาณ 25 % ในอดีตพื้นที่ป่าส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนสภาพไปเป็นป่าเสื่อมโทรม เนื่องจากการพัฒนาเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย และพื้นที่กสิกรรม อย่างไรก็ตามสังคมพืชในประเทศไทยสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือป่าผลัดใบ (deciduous foests) และป่าไม่ผลัดใบ (evergreen forests) ซึ่งขึ้นอยู่กับความชุ่มชื้นในดิน อุณหภูมิ และระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลเป็นหลัก ในการเรียกชื่อสังคมพืชแต่ละประเภทหรือประเภทย่อยลงไปอีก ส่วนมากใช้ชื่อหรือลักษณะวิสัยของต้นไม้ที่มีความหนาแน่นหรือเป็นตัวแทนสังคมพืชนั้นๆ คือใช้องค์ประกอบของพรรณพฤกษชาติเป็นตัวจำแนก เช่น ป่าดิบชื้น (tropical evergreen rain forest) ป่าดิบแล้ง (seasonal evergreen forest หรือ dry evergreen forest) ป่าภูเขา (montane forest) ป่าโกงกาง (mangrove forest) ป่าพรุ (peat swamp forest) สังคมป่าชายหาด (strand vegetation) ป่าผสมผลัดใบ (mixed deciduous forest) และป่าเต็งรัง (deciduous dipterocarp forest) เป็นต้น .

 

ทางภาคเหนือ สังคมพืชมีตั้งแต่ป่าผสมผลัดใบ ป่าเต็งรัง และป่าดิบเแล้ง พบประมาณในระดับความสูงไม่เกิน 1,000 เมตร และป่าภูเขาสูง ประมาณในระดับควาสูงสูงกว่า 1,000 เมตร ส่วนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง สังคมพืชส่วนใหญ่จึงเป็นป่าเต็งรัง ในภาคกลางพื้นที่ส่วนมากเป็นพื้นที่กสิกรรม ส่วนสังคมพืชทางภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบชื้น สำหรับสังคมพืชชนิดอื่นๆ ได้แก่ป่าสน มีการกระจายห่างๆ ทั่วประเทศ ยกเว้นทางภาคใต้ ป่าโกงกางและสังคมพืชชายหาดพบเฉพาะตามชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้ ส่วนป่าพรุพบเป็นพื้นที่กว้างเฉพาะที่จังหวัดนราธิวาส ใกล้ชายแดนมาเลเซีย

ในแง่พรรณพฤกษชาติแล้วประเทศไทยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคอินโดจีน ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ แต่ในแง่ของภูมิศาสตร์พืชพรรณ (phytogeography) และตั้งอยู่ระหว่างเขตภูมิศาสตร์พืชพรรณ 2 เขต คือ เขตภูมิศาสตร์พืชพรรณมาลีเซีย (Malesian region) และเขตภูมิศาสตร์พืชพรรณอินโดจีน (Indochinese region) ที่รวมพม่าและจีนตอนใต้ด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าประเทศไทยเป็นแหล่งรวมของพรรณพฤกษชาติของ 3 ภูมิภาค ได้แก่ พรรณพฤกษชาติอินโด-เบอร์มีส (Indo-Burmese subregion) อินโด-ไชยีส (Indo-Chinese subregion) และพรรณพฤกษชาติมาลีเซียหรืออินโด-มาลายัน (Malesian or Indo-Malayan subregion) เป็นผลให้พรรณพฤกษชาติของประเทศไทยมีลักษณะคล้ายๆ กับพรรณพฤกษชาติของประเทศเพื่อนบ้าน จึงมีจำนวนพืชถิ่นเดียว (endemic) น้อย อย่างไรก็ตาม พรรณพฤกษชาติของประเทศไทยประกอบด้วยพืชที่มีท่อลำเลียงมากกว่า 10,000 ชนิด จากประมาณ 275 วงศ์ ของพืชมีเมล็ด (spermatophytes) และประมาณ 36 วงศ์ ของพืชไร้เมล็ด (pteridophytes) ซึ่งถือว่ามาก แต่ในป่าผสมผลัดใบและป่าเต็งรังมีความหลากหลายด้านชนิดค่อนข้างจะน้อย มีพรรณไม้เด่นส่วนมากเป็นพืชวงศ์ยาง (Dipterocarpaceae) และพืชวงศ์ถั่ว (Leguminosae)

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การเพิ่มจำนวนของประชากร การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทำให้สภาพป่าของไทยเสื่อมโทรมและถดถอยลงในทุกๆ ภาค นับตั้งแต่ตั้งกรมป่าไม้ในปี พ.ศ. 2439 และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่แยกตัวออกมาจากกรมป่าไม้เมื่อปี พ.ศ. 2545 ทั้งสองกรมร่วมกันมีหน้าที่ในการอนุรักษ์ และบริหารจัดการการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนของทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าของประเทศ ในปัจจุบันมีการตั้งพื้นที่อนุรักษ์ในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ (national parks) 147 แห่ง วนอุทยาน (forest parks) 108 แห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า (wildlife sanctuaries) 57 แห่ง เขตห้ามล่าสัตว์ป่า (non-hunting areas) 49 แห่ง สวนพฤกษศาสตร์ (botanical gardens) 16 แห่ง และสวนรุกขชติ (arboreta) 55 แห่ง ครอบคลุมทั่วทุกภาคและครอบคลุมพื้นที่ป่ามากกว่า 60% ของพื้นที่ป่าที่เหลืออยู่ของประเทศ และเป็นแหล่งทรัพยากรธรมชาติและระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดของประเทศ

หมายเหตุ สามารถดูชนิดของป่าในประเทศไทยได้ที่ ป่าไม้ของประเทศไทย

 

<กลับขึ้นด้านบน>